มนุษย์ต่างดาว

UFO โผล่เกาหลีใต้ 2012

UFO โผล่เกาหลีใต้ 2012

ความน่าสนใจ  ที่เป็นเรื่องที่ยังคงเป็นปริศนานั้นเป็นอะไรที่ดูน่าสนใจเสมอ   อย่างเรื่องราวนอกโลกเรานั้นก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ  ถ้าจะให้เน้นก็ไปตรงๆเลยก็คือ  เรื่องของมนุษย์ต่างดาวนั้นยิ่งน่าสนใจไปใหญ่เลย  แถมเป็นเรื่องที่น่าสงสัยไม่น้อยเลยจากการที่ปรากฏจานบินบ่อยๆ  เดี๋ยวโผล่ที่นี่บ้าง  ที่นั่นบ้าง  แหม..เรียกได้ว่าตามจับได้ยากจริง  แต่ส่วนหนึ่งนั้นก็เกิดจากเทคโนโลยีที่ทันสมัยและล้ำหน้ากว่าโลกเรานั้นทำให้เราตามเรื่องราวของมนุษย์ต่างดาวไม่ทันกันเลยจริงๆ  ก็ได้แต่รอว่าจะมาโผล่ที่ไหนสักที่อีกนั่นแหละ

อย่างที่บอกว่าเป็นเรื่องราวที่หาข้อสรุปไม่ได้  ก็คงจะเป็นเรื่องที่ยังคงเป็นปริศนาอยู่อย่างนี้ตลอดไป   อย่างเรื่องราวในวันนี้เราก็มีเรื่องของมนุษย์ต่างดาวที่น่าสนใจอีกเรื่อง  ที่วันนี้เขาบอกมาว่า  พบจานบินที่  เกาหลีใต้  เมืองแฟชั่นฮิตที่ติดใจหลายๆคนในบ้านเรา (มีอะไรก็แห่ไปเกาหลี) นั่นเอง

เรื่องของเรื่องก็คือ วัตถุลึกลับบินด้วยความเร็วสูงเหนือน่านฟ้าเกาหลีใต้  หลายๆหน่วยงานคาดว่า อาจเป็นยานสอดแนม หรือขีปนาวุธจากทางเกาหลีเหนือก็เป็นได้

คลิป UFO จากเกาหลีใต้ เมื่อวันที่  26 กรกฎาคม 2012 ที่ผ่านมานั้น เผยโฉมแก่สายตาชาวโลกประมาณ 20 นาทีเท่านั้น  หลังการวิเคราะห์ตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับในเอเชียแล้ว และมีการร่วมประสานงานหน่อยงานต่อต้านการก่อการร้ายข้ามชาติด้วย  ได้เปรียบเทียบกับขีปนาวุธและยานพาหนะอื่นๆจากทางเกาหลีเหนือแล้ว พบว่าไม่คล้ายคลึงกับสิ่งใดเลย  สิ่งนี้จะน่าจะเป็น UFO (Unidentified flying object) ก็เป็นได้นั่นเอง

เมื่อเปรียบเทียบจากระดับความสูงจากพื้นโลกแล้ว สิ่งนี้อาจมีความยาวรอบยานถึง 1 กิโลเมตรและบินด้วยความเร็ว บริเวณชั้นบรรยากาศโลก ถึง 16,000 mph (ไมค์ ต่อชั่วโมง) หรือประมาณ 25,744 กิโลเมตร/ชั่วโมง นั่นเอง

ยานลำนี้มีลักษณะคล้าย เกือกม้า ที่เคยปรากฏแก่สายตาชาวโลกมาแล้ว เมื่อปี 1950 ที่ผ่านมานานแสนนาน

ขอบคุณบทความดีๆจาก  allmysteryworld.blogspot.com

 

เหตุเกิดที่เขาพระวิหาร

เหตุเกิดที่เขาพระวิหาร

เรื่องราวที่ดูเป็นปริศนาที่ทำให้เราได้คิดกันนั้น  คงหนีไม่พ้นเรื่องของมนุษย์ต่างดาวที่มาเยี่ยมเยียนโลกเราอยู่บ่อยครั้ง  ที่มาทีไรก็ทำเอาคนที่พบเห็นตื่นเต้นไปตามๆกันแถมตามาด้วยข่าวใหญ่ที่ต้องออกมานำเสนอกันแต่ก็หาข้อสรุปไม่ได้สักทีว่ามากันทำไม  มีอะไรที่น่าสนใจรึไงถึงได้มากัน   นั่นไงที่ยังเป็นเรื่องที่คิดไม่ตกเลยก็ว่าได้  แม้แต่คนที่เขียนเองก็ยังคิดไม่ออก   แต่ชั่งเถอะ  สำหรับเรื่องราวที่เรานำมาฝากกันวันนี้  ก็ไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องของมนุษย์ต่างดาวตรงไหน  แต่ก็เป็นเรื่องราวลึกลับอีกเรื่องที่เขาบอกมาว่า  วัตถุที่ตกลงมาจากฟากฟ้านั้นมันคืออะไรกันแน่  ไหนๆก็เป็นเรื่องที่น่าสงสัยกันแล้ว  จะไม่พูดถึงก็ไม่ได้  ว่าแล้วเราก็มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

เรื่องราวในวันนี้เกิดขึ้นที่ไทยเรานั่นเอง  สถานที่ที่ยังมีข้อพิพาทกันอยู่  อย่าง เขาพระวิหาร  นั่นเอง  เริ่มจากผู้สื่อข่าว Mthai News นี่เอง ได้รับการยืนยันจาก นายทหารระดับสูงของกองทัพภาคที่ 2 ได้ระบุว่า เมื่อสักครู่ที่ผ่านมานั้น (ณ เวลาตอนนั้น) มีเสียงคล้ายระเบิดดังขึ้นบริเวณทางขึ้นเขาพระวิหาร  แล้วทำให้ชาวบ้านตื่นตระหนกกัน และมีเจ้าหน้าที่กองทัพภาคที่ 2 อยู่ระหว่างการตรวจสอบพร้อมรายงานให้ พล.ท. ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 ได้รับทราบ

ส่วนในขณะเดียวกันนั้น ทางกัมพูชานั้นได้โทรศัพท์มาสอบถามทางทหารฝั่งไทยเรา ว่าเกิดอะไรขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายระบุยืนยันตรงกันว่า ไม่มีการยิงกันเกิดขึ้นนั่นเอง   ใครๆก็ต้องคิดว่ายิงกันอยู่แล้วถ้าได้ยินเสียงแบบนี้  แต่ความจริงก็คือไม่มีการยิงกันนั่นเอง

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยเราเชื่อว่า อาจจะเป็นโลหะดาวเทียมที่เคยตกลงมาเมื่อสองครั้งที่ผ่านมานั่นเอง โดยล่าสุด ตกลงมาเมื่อปี 2553 รวมทั้งได้ยินเสียงดังกล่าวมาแล้วด้วย จากการได้ยินเสียงดังกล่าวนั้นทำให้ทางทหารกัมพูชาเข้าใจผิดว่าฝ่ายไทยเรามีการส่งเครื่องบินสอดแนมเพื่อสอดแนมนั่นเอง โดยทหารไทยยืนยันว่าไม่มี ภายหลังมีการพูดคุยทำความเข้าใจกันใหม่ ก็ไม่มีปัญหาใดๆเกิดขึ้น สรุปเรื่องทั้งทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวเลยสักนิดเดียว

สำหรับเรื่องราววันนี้เราต้องขออภัยมา ณ ที่นี่ด้วย  ที่เรานำเรื่องที่ดูเหมือนจะไรสาระมาฝากแล้วไม่ได้อะไรเลย  แต่วันนี้ต้องบอกก่อนเลยว่าไม่มีเรื่องจะเล่าจริงๆ

ขอบคุณบทความดีๆจาก   allmysteryworld.blogspot.com

 

Nazca Lines ลายเส้นปริศนา

Nazca Lines ลายเส้นปริศนา

เรื่องราวสุดลึกลับที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวที่ยังคงเป็นปริศนานั้นเป็นเรื่องที่คิดทีไรก็คิดไม่ตกจริงๆ  เป็นสำหรับเรื่องนี้ที่เป็นที่ชื่นชอบแล้ว  ไม่ว่าเรื่องราวนั้นจะมาแบบไหนก็น่าสนใจไปหมด  ทำให้อยากอ่านไปกว่าเดิมซะอีกถึงจะไม่ได้อะไรที่เป็นข้อสรุปที่แน่นอน  อย่างเรื่องราววันนี้ก็เหมือนกัน  เป็นเรื่องของ  Nazca Lines ลายเส้นปริศนาที่เกิดขึ้นไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใคร ที่แน่ๆเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของมนุษย์ต่างดาวได้ยังไง วันนี้เรามีคำตอบกัน

ภาพลายเส้นง่าย ๆ เหล่านี้ (ตามรูป) มีตั้งแต่รูปคน ไปจนถึงรูปสัตว์ต่าง ๆ   รูปต้นไม้ จนถึงรูปทรงทางเรขาคณิต ที่เป็นจำนวนหลายร้อยรูป   สิ่งหนึ่งที่เรามักทำกันเวลาไปนั่งเล่นริมชายทะเล นั่นก็คือการเอาไม้วาดรูปเรื่อยเปื่อยไปบนผืนทรายนั่นเอง เมื่อน้ำขึ้นจนท่วมรูปแล้วก็จะพัดพาเอาทรายกลับลงทะเลไปกลายเป็นชายหาดอันเกลี้ยงเกลาอีกครั้ง  เป็นเรื่องที่เรื่อยเปื่อยจริงๆ (แล้วมันเกี่ยวกับเรื่องมนุษย์ต่างดาวตรงไหนนี่..)

เรื่องของเรื่องก็คือ ที่กลางผืนทะเลทรายใกล้ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกในประเทศเปรูนั้น เราจะพบรูปภาพบนผืนทรายที่เหมือนใครเอาไม้ไปขีดเขียนไว้เป็นจำนวนหลายร้อยรูปนั่นเอง มันคงไม่ได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้หรอก ถ้าแต่ละรูปไม่ได้มีขนาดใหญ่โตถึง 200 เมตร และแล้วรูปทั้งหมดที่ครอบคลุมเนื้อที่กว่า 500 ตารางกิโลเมตรนั้น ท้าทายแสงแดด ลม ฝน เป็นเวลากว่าสองพันปีมาแล้วนั่นเอง (นี่ไงกำลังจะเข้าเรื่องนั่นเอง)

จากการศึกษาทางโบราณคดี ที่เขาศึกษากันนั้น พบว่ารูปเหล่านี้สร้างขึ้นในช่วง 200 ปีก่อนคริสตศักราชเลยทีเดียว จนถึงประมาณปี ค.ศ. 700 ภาพวาดเหล่านี้ใครเป็นผู้วาด วาดด้วยจุดประสงค์อันใด นี่เหละคือคำถามที่ยังคงค้างคาใจใครหลายคนอยู่

จากขนาดและความยาวของภาพลายเส้นเหล่านี้นั้น คงมิได้สร้างขึ้นเพื่อให้มนุษย์บนโลกดูเป็นแน่ แต่ค่อนข้างชัดเจนว่าภาพเหล่านี้นั้นจงใจสร้างขึ้นเพื่อให้มองลงมาจากท้องฟ้านั่นเอง หรือนี่คือสัญญาณแสดงว่ามนุษย์เราเคยติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาวมากว่าสองพันปีแล้วนั่นเอง  หรือว่ามันถูกสร้างขึ้น เพื่อบูชาถวายแด่เทพองค์ใดบนท้องฟ้าสรวงสวรรค์เบื้องบน  หรือว่ามนุษย์บนโลกได้ค้นพบวิธีการบินขึ้นสู่ท้องฟ้าเมื่อกว่าสองพันปีมาแล้ว หรือว่าพระเจ้าจะทรงเป็นผู้สลักร่องรอยเหล่านี้ไว้บนผืนโลกกันแน่

สิ่งเหล่านี้นี่เองที่ยังคงเป็นเรื่องให้เล่าถึงได้ตลอดถึงความเป็นปริศนาที่ยังหาข้อสนรูปไม่ได้  แต่ไม่ว่าจะเป็นยังไงนั้น  เราเชื่อว่าซักวันหนึ่งนั้นความจริงก็ต้องลอยขึ้นมาให้เราหรือรุ่นหลานเหลนได้เห็นเพื่อไขปริศนาเหล่านี้อย่างแน่นอน

ขอบคุณบทความดีๆจาก  allmysteryworld.blogspot.com

 

แฟ้มลับ 18 ปี UFO

แฟ้มลับ 18 ปี UFO
เรื่องราวที่ยังคงเป็นปริศนาอย่างเรื่องของมนุษย์ต่างดาวในวันนี้เรามีเรื่องราวที่ลึกลับอีกเรื่องที่จะนำมาเล่ากันในวันนี้  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่ลึกลับขนาดไหนหรือเป็นปริศนาขนาดไหนนั้น  เราก็จะพยายามหามาให้เพื่อนๆที่มีใจรักในเรื่องของเพื่อนนอกโลกอย่างเจ้ามนุษย์ต่างดาวนั้น  เราจะพยายามหามาโดยไม่ขาดย่างแน่นอน  อย่าวันนี้ก็เช่นเดียวกัน  เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่เรานำมาฝาก  เป็นเรื่องราวที่ถูกปกปิดเป็นความลับมามากว่า 17 ปีแล้ว รายงานลับสุดยอดเครื่องบินพาณิชย์ ของอิตาลี ที่หวุดหวิดชนกับยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวเหนือสนามบินในประเทศอังกฤษนั่นเอง ว้าว…แค่นี้ก็น่าสนใจแล้ว  เราไปดูกันแบบเจาะลึกกันเลยดีกว่า

รายงานลับฉบับนี้ได้ยืนยันว่า เป็นเจตนายาน ยูเอฟโอ ตามไล่หลังเครื่องบินไอพ่นพาณิชย์นั่นเอง โดยไม่รู้จุดมุ่งหมายแน่ชัด  เหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้น เมื่อวันที่ 21 เมษายน ค.ศ.1991 เมื่อวัตถุบินลึกลับ รูปร่างคล้ายขีปณาวุธมิสไซล์ ได้พุ่งเฉียดเครื่องบินพาณิชย์ของบริษัทอลิตาเลียของอิตาลี เหนือสนามบินฮีธโรว์ กรุงลอนดอนอย่างหวุดหวิดนั่นเอง
ในตอนนั้นเครื่องบินพาณิชย์ของสายการบินอลิตาเลียนั้น มีผู้โดยสาร 59 ชีวิต พร้อมลูกเรืออีกจำนวนหนึ่ง บินอยู่ในท้องฟ้าระดับ ความสูง 22,000 ฟุต เพื่อเตรียมร่อนลงสนามบินดังกล่าว   กัปตันอชิลล์ ซาเกตตี นักบิน เป็นคนแรกที่สังเกตเห็นวัตถุบินลึกลับนี้ ซึ่งมีความยาวราว 30 ฟุตได้

จากการเคลื่อนที่บนจอเรดาร์ที่จับภาพเอาไว้ได้นั้น เจ้าหน้าที่ประมาณการว่ายานยูเอฟโอ  นั้นใช้ความเร็วบินตามเครื่องบินพาณิชย์นั่นเอง ด้วยความเร็วไม่เกิน 120 ไมล์ต่อชั่วโมง แล้ว บินผ่านเครื่องบินพาณิชย์ในระยะห่างเพียง 500 ฟุต จากนั้นทำความเร็ว บินหายวับไปเป็นมุมบิน ตรงขึ้นบนท้องฟ้า หายวับไปในก้อนเมฆอย่างปริศนา
ขณะเดียวกันนั้น จากจอเรดาร์ในค่าย ทหาร ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียงนั้น จับภาพวัตถุบินประหลาดนี้ได้เช่นกัน แต่รายงานหน่วยเหนือ ไปว่า มันคือ “จรวดร่อน” (ขีปณาวุธร่อนข้าม ทวีปของสหรัฐอเมริกานั่นเอง)

อีกรายงานหนึ่งนั้นที่น่าเชื่อถือได้ เกี่ยวกับการปรากฏตัวยานยูเอฟโอ ได้บันทึก ไว้ในรายงานกองทัพอากาศอังกฤษ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ค.ศ.1991 ซึ่งมีผู้โดยสารเครื่องบิน พาณิชย์รุ่นโบอิ้ง 737 เกือบทั้งลำ มองเห็น วัตถุลึกลับด้วยสองตาของตนเอง มีลักษณะคล้าย “จรวดไร้ปีก” ด้วย

สรุปเหตุการณ์ ทั้งหมดนี้ ต่อมา ได้รับการสรุปว่า เป็นการกระทำของ ยานมนุษย์ต่างดาว แต่ไม่ทราบ วัตถุประสงค์แน่ชัด

เรื่องนี้พอจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจให้เพื่อนๆได้สนุกกับการอ่านหรือศึกษาเรื่องของมนุษย์ต่างดาวนี้ได้ไม่มากก็น้อย  แต่ไม่ว่าเรื่องราวจะปริศนายังไงนั้น  เรื่องของมนุษย์ต่างดาวนั้นก็ยังลึกลับแบบนี้ไปตลอดนั่นเอง

ขอบคุณบทความดีๆจาก  allmysteryworld.blogspot.com

 

การชำแหละวัวในท้องทุ่ง.

การชำแหละวัวในท้องทุ่ง (Cattle Mutilation Phenomena)

สำหรับเรื่องราวของมนุษย์ต่างดาวในวันนี้นั้นเรียกได้ว่าน่าตื่นเต้นมากๆ  เพราะเป็นเรื่องของ วัวๆ ควายๆ ที่ตายผิดปกตินั่นเอง  เขาว่ากันว่าเป็นเพราะมนุษย์ต่างดาว….  เรื่องนี้จะเป็นจริงอย่างไรหรือเป็นเรื่องหลอกควายกันแน่  วันนี้เราจึงได้นำเรื่อราวเรื่องที่น่าสงสัยนี้มาฝากเพื่อนๆที่มีความสนใจในเรื่องของมนุษย์ต่างดาวนั่นเอง

เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า  ก็เมื่อประมาณ 5-6 ปี ที่ผ่านมาจนถึงบัดนี้นี่เอง  ได้มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นทั่วสหรัฐอเมริกา  เป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดความปวดเศียรเวียนเกล้ากันมากมาย โดยเฉพาะบรรดาชาวไร่ ชาวนา ตลอดจนปศุสัตว์ เป็นจำนวนมากเพราะเรื่องที่ว่านี้ ก็เกี่ยวพันถึงชีวิตสัตว์เลี้ยงเป็นจำนวนมากนั่นเอง  ปรากฏการณ์ที่สัตว์เลี้ยงเช่น วัว แพะ แกะ ถูกฆ่าและโดนตัดเอาอวัยวะสำคัญบางส่วนไปนั่นเอง โดยอวัยวะที่ถูกเฉือนไปนั้นก็จะได้แก่ เนื้อบางส่วนตรงคอ อวัยวะสืบพันธุ์ หู ลิ้น หัวใจ เป็นต้น โดยใช้วิธีการหรือเครื่องมือที่ทันสมัยมากๆและล้ำหน้าเอามากๆ และทิ้งซากสัตว์จำนวนมากไว้ในทุ่งร้าง  นี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ธรรมดาอย่างแน่นอน และยังมีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นที่อื่นๆอีกเช่นเดียวกัน เพียงแต่ไม่มากและเป็นข่าวครึกโครมเท่าที่เกิดในทั่วสหรัฐอเมริกาเท่านั้นเอง

นี่คือเป็น ปรากฏการณ์ประหลาดที่เรียกกันว่า “การชำแหละวัวในท้องทุ่ง” (Cattle Mutilation Phenomena) ที่ระบาดในอเมริกาเหนือมานานแล้วนั่นเอง ส่วนใหญ่แล้วท้องของวัวเคราะห์ร้ายนั้นถูกเจาะเป็นรูขนาดใหญ่รูปไข่ แต่ไม่มีเลือดไหลออกมาเลยซักแอะ และอวัยวะบางส่วนโดยเฉพาะลำไส้มักหายไปนั่นเอง แต่ไม่มีร่องรอยการดิ้นรนเพื่อหนีความตายของวัวหรือแม้กระทั่งรอยเท้าในบริเวณที่มันตายเลยซักนิด

นอกจากนี้ยังได้พบรังสีตกค้างบริเวณใกล้ๆซากวัวและที่น่าประหลาดใจ ก็คือ สัตว์ที่กินของเน่าจะไม่แตะต้องซากวัวเลยนั่นเอง ปรากฏการณ์นี้มีข้อสังเกตหลายอย่าง คือ หลายเคสวัวที่ตายจำนวนมาก ถูกทำเครื่องหมายซึ่งเรืองแสงเอาไว้ ว่ากันว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อให้เห็นได้ในเวลา

เพื่อที่จะไขปริศนานี้ก็ได้มีการอธิบายตามทฤษฎีต่างๆมากมายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  แต่มีอยู่ทฤษฎีหนึ่งที่บอกว่าเป็นฝีมือของมนุษย์ต่างดาวนั่นเอง  บางคนนั้นบอกว่าไม่เพียงแต่มนุษย์ต่างดาวจะศึกษาสัตว์โลกเพื่อวัตถุประสงค์ทางชีววิทยาเท่านั้น แต่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือการสื่อสารที่ทำให้มนุษย์รู้สึกกลัว มนุษย์ต่างดาวจงใจจะบอกกับมนุษย์ว่า “นี่คือสิ่งที่พวกเราทำได้และไม่มีทางที่พวกคุณจะหยุดยั้งมันได้ด้วย”

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่าตื่นเต้นที่เรานำมาฝากกัน  เป็นปริศนาที่ให้เราได้คิดกันเล่นๆ  แต่ทำเอาปวดหัวกันไปเลย

ขอบคุณบทความดีๆจาก  allmysteryworld.blogspot.com

 

โลกต่างมิติ ยูเอฟโอกับนาซี

โลกต่างมิติ ยูเอฟโอกับนาซี

เรื่องราวของโลกต่างมิติที่เราไม่คุ้นเคยนั้น  ไม่ว่าจะเล่าถึงทีไรก็น่าตื่นเต้นและยังคงสร้างความน่าสนใจให้ใครหลายคนๆที่มีความสนใจในเรื่องนี้  เรื่องของมนุษย์ต่างดาวที่เรานำมาฝากกันในวันนี้นั้น  เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวของมนุษย์ต่างดาวที่เกี่ยวของกับนาซี  นี่จะเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆที่ใครๆหลายอยากจะทราบกันแล้ว  วันนี้เพื่อไม่ให้เสียเวลา  เราไปดูความลึกลับและสร้างความฉงนไม่น้อย  กับเรื่องนี้กัน

เรื่องของเรื่องก็คือมีคำยืนยันออกมาว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์ของฮิตเลอร์ผู้นำนาซีนั้นเคยออกแบบอากาศยานที่มีรูปร่างคล้าย “จานบิน” และสามารถพัฒนาถึงขั้นสร้าง “ต้นแบบ” ที่ใช้บินได้จริงมาแล้วนั่นเอง  นี่นับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆอีกเรื่อง  เพราะลองคิดดูสิว่าในตอนนั้นมีเทคโนโลยีอะไรที่มาสร้างนั่นเอง  รายละเอียดระบุไว้ว่า   โครงการดังกล่าวที่ว่านี้อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของ ฮานส์ แคมม์เลอร์ และประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการทดลองต้านแรงโน้มถ่วงของโลกนั่นเอง

ซึ่งรายงานดังกล่าวนั้นได้อ้างคำบอกเล่าของพยานซึ่งได้เชื่อว่าตนเคยเห็น “จานบิน”นั้นที่มีสัญลักษณ์กางเขนเหล็กของกางทัพนาซีนั่นเอง บินในระดับต่ำเหนือแม่น้ำเทมส์เมื่อปี 1944 และในช่วงเวลาเดียวกันนั้น นิวยอร์ก ไทม์ส ได้เคยลงบทความเกี่ยวกับ “จานบินปริศนา” และลงภาพถ่ายวัตถุดังกล่าวนั้นขณะที่บินผ่านตึกระฟ้าในนครนิวยอร์กด้วยความเร็วสูงนั่นเอง

นี่เป็นเรื่องราวที่คาดไม่ถึงหรือจะยังคงเป็นปริศนาอยู่  แต่เรามาดูต่อสิว่าความน่าจะเป็นนั้นมีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งโครงการดังกล่าวของนาซีนั้นได้มีชื่อว่า “ชรีเวอร์-ฮาแบร์โมล” ได้ทำการทดลองในกรุงปรากระหว่างปี 1941-1943 โดยมีรูดอล์ฟ ชรีเวอร์ เป็นวิศวกรและนักบินทดลอง และ ออตโต ฮาแบร์โมล เป็นวิศวกรคนที่ 2  นั่นเอง

ชรีเวอร์-ฮาแบร์โมล ได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ ฮิตเลอร์ นายใหญ่สั่งให้ แฮร์มานน์ กอริง ผู้บัญชาการกองทัพอากาศของเขา สร้าง “สุดยอดอาวุธ” ขึ้นมา เพื่อทิ้งระเบิดลุฟท์วาฟฟ์ แต่ต่อมายังไงไม่รู้ในปี 1944 โครงการดังกล่าวตกอยู่ในความดูแลของ แคมม์เลอร์ ที่คิดสร้างอาวุธชนิดใหม่ที่มีรูปร่างคล้ายกับ “จานบิน” ออกมานั่นเอง  และหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สิ้นสุดลงแล้วนั้น นักวิทยาศาสตร์ของนาซีก็ได้เข้าร่วมโครงการทดลองด้านอวกาศของสหรัฐฯเป็นจำนวนมากนั่นเอง   การันตีได้เลยว่าเรื่องราวนี้น่าจะเป็นเรื่องจริงทีเกิดขึ้น  แต่ใครจะไปรู้ได้  นอกจากว่าเรามีเครื่องย้อนเวลาของโดลาเอมอน  ถึงจะรู้ได้มั้งว่าจริงแท้นั้นเป็นยังไง

ขอบคุณบทความดีๆจาก  http://allmysteryworld.blogspot.com

 

พลังจิต (Psychic Power) ศักยภาพที่มีในตัว

พลังจิต (Psychic Power) ศักยภาพที่มีในตัว

ถ้าจะไม่ให้กล่าวถึงเรื่องนี้ก็ไม่ได้  “พลังจิต”  นี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการที่เราได้ไปศึกษาเรื่องของมนุษย์ต่างดาวนั่นเอง  เป็นเรื่องที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งที่เรานำมาฝากกันในวันนี้  เป็นเรื่องของการใช้พลังจิต  ทีเกี่ยวข้องกับเรื่องของมนุษย์ต่างดาวนั้น  นั่นก็เพราะว่า มนุษย์ต่างดาวนั้นติดต่อกับมนุษย์อย่างเราๆนั้นดู  “โทรจิต” นั่นเอง  ซึ่งโทรจิตนั้นก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพลังจิตที่เราได้นำมาฝากกันในวันนี้นั่นเอง   ว่าแล้วเราก็เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

สำหรับคนทั่วไปที่ไม่เคยรู้จักหรือใช้พลังจิตมาก่อนแล้วนั้น พลังจิตจะเป็นสิ่งที่ลี้ลับที่คนทั่วไปไม่สามารถใช้ได้นั่นเอง นอกจากผู้ที่มีการฝึกจิต (แบบที่มนุษย์ทั่วไปไม่มีทางทำได้  เขาว่ามาแบบนั้น) จนแกร่งกล้าแล้วเท่านั้นที่จะสามารถใช่พลังจิตได้นั่นเอง     คนที่ใช้พลังจิตได้แล้วนั้นจะคิดว่าพลังจิตนั้นแท้ที่จริงแล้วเป็นเพียงเรื่องที่ธรรมดามากๆ คนธรรมดาทั่วไปทุกคน  เกิดมาพร้อมศักยภาพในการใช้พลังจิตอยู่แล้ว นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่เราควรจะรู้เอาไว้ว่าเรามีศักยภาพกันทุกคน  เหมือนกับที่คนปกติทุกคนที่เกิดมาพร้อมกับศักยภาพที่จะสามารถขับรถหรือพูดภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่นได้นั่นแหละ มันเป็นเรื่องที่คล้ายคลึงกัน   ซึ่งในทางกลับกันแล้วนั้น ถ้าเราไม่เคยพูดภาษาอังกฤษ มันก็พูดไม่ได้ หรือไม่ได้พูดนานๆ สักสิบปีมันก็พูดไม่ได้  เมื่อเปรียบเทียบกับพลังจิตก็เหมือนกันแหละ   ถ้าเราไม่เคยใช้ หรือไม่ได้ใช้นานๆเข้า มันก็ใช้ไม่ได้ แค่นั้นเอง  นี่ก็เป็นอีกอย่างที่เรานำมาเรื่องของพลังจิต  ที่จริงแล้วทุกคนนั้นเคยใช้พลังจิตมาแล้วทั้งนั้น  แต่ยังคงไม่รู้ตัว เวลาเราสอบถ้าเพื่อนๆจะยังจำได้ เรากำลังใช้พลังจิตทำให้ตัวเราทำข้อสอบได้นั่นเอง เวลาเราเตะฟุตบอล เราก็กำลังใช้พลังจิตทำให้เราเตะได้ดีนั่นเอง  แต่พวกเราไม่รู้ว่านั่นเป็นพลังจิต เราไม่รู้ว่าเรากำลังใช้พลังจิตได้แล้วนั่นเอง
เราเลยไม่เคยพัฒนาพลังจิตแบบต่างๆ

นี่เป็นเรื่องของจิตที่เป็นเรื่องที่งงๆของใครหลายคนที่ยังสงสัยอยู่  นี่แหละที่เราได้นำมาฝากกันในวันนี้  คราวหน้าเราจะมาดูวิธีการฝึกพลังจิตแบบเราเองนั้นก็สามารถทำได้  เราจะพยายามนำเรื่องราวที่เกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวมาฝากกันนั้นเอง

ขอบคุณบทความดีๆจาก allmysteryworld.blogspot.com

เมื่อนักดาราศาสตร์ได้พบถิ่นที่อยู่ของมนุษย์ต่างดาวแล้ว

เมื่อนักดาราศาสตร์ได้พบถิ่นที่อยู่ของมนุษย์ต่างดาวแล้ว

ถ้าพูดถึงเรื่องราวนอกโลกไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามแต่นั้น  เรื่องที่ดูเหมือนว่าจะเป็นที่น่าสนใจมากกว่าเรื่องอื่น เห็นจะหนีไม่พ้นเรื่องราวของมนุษย์ต่างดาวนั่นเอง  การโผล่มาและหายวับไป  จะเอาอะไรกันแน่ก็ไม่บอกมา  เดี๋ยวโผล่ไปนั่นมานี่ทำให้ผู้คนตื่นเต้นและยังเป็นที่สงสัยกันไปอีก  สำหรับเรื่องของมนุษย์ต่างดาวในวันนี้นั้น  ถ้าไม่ใช่เรื่องที่น่าตื่นเต้นเราคงไม่นำมาลงให้เพื่อนๆที่มีความชื่นชอบในเรื่องของมนุษย์ต่างดาวได้อ่านกันเป็นแน่  นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ฮือฮากันมากกับการที่  นักดาราศาสตร์ได้พบถิ่นที่อยู่ของมนุษย์ต่างดาวแล้ว!!!  เรื่องนี้จะเป็นจริงหรือไม่นั้น  เราจะได้ทราบไปพร้อมๆกันในวันนี้นั่นเอง

จากการที่เฝ้าดูท้องฟ้ามาเป็นเวลานานนับสิบปีนั้น ได้มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ถึงเรื่องราวของมนุษย์ต่างดาว  ว่ามนุษย์ต่างดาวพันธ์หนึ่งนั้น อาศัยอยู่ที่ “วงแหวนมืด” หรือ the ring darkness

วงแหวนมืดนั้น คือ  กลุ่มดาวกาแล็คซี่หนึ่ง ที่ซึ่งรวมตัวกันโดยไม่เปล่งแสง หรือสะท้อนแสงอาทิตย์ออกมานั่นเอง

“ชอน แอ็บบอตต์” นักดาราศาสตร์อวกาศ แห่งเมืองลารามี ในรัฐไวโอมิงของสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวยื่นยันเมื่อเร็วๆนี้ว่า ภาพที่ได้มาไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่นัก แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาและทีมงานผู้ที่สังเกตการณ์ปรากฏการณ์บนท้องฟ้านั้น มั่นใจว่ามีสิ่งมีชีวิตอยู่ที่นั่นจริง แน่นอนคือการปล่อยกำมันตภาพรังสี ออกมาซึ่งเป็นข้อมูลหลักฐานไม่มีวันผิดพลาดไปได้เลยนั่นเอง  แต่การสังเกตการณ์ในระยะทางไกลมากนั้น ของนักดาราศาสตร์จากโลก ซึ่งก็มีเมฆและฝุ่นผงปิดบังอยู่นั้น ก่อให้เกิดปริศนาหลายคำถามขึ้น เช่น คำถามที่ว่า หากมีสิ่งมีชิวิตอยู่จริงนั้น มีรูปร่างลักษณะอย่างไรกันแน่ และมีเทคโนโลยีระดับใดบ้างที่เพียงพอต่อการเดินทางมาถึงโลกของเรา ?

ต่อมาทีมงานนักดาราศาสตร์ชุดนี้ก็ยังได้ขยายผลของการค้นพบโดยมุ่งวิเคราะห์ กำมันตาภาพรังสี ทีถูกปลดปล่อยออกมาจากวงแหวนมืดนั้น ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆกลุ่มเมฆสีดำ พบว่ามีวัตถุเปล่งแสงจากตัวเองได้ จำนวนมากมาย หลายพันวัตถุ เคลื่อนที่ไปมาอยู่ภายในวงมืดนั้น   ข้อสันนิฐานแรกและเป็นข้อสันนิฐานเดียวนั้น โลหะเปล่งแสงเคลื่อนที่ได้นั้นถูกวิเคราะห์หลายครั้งแล้วนั้น ในที่สุดทีมงานนักวิทยาศาสตร์ก็มีข้อสรุปตรงกันมาว่า มันคือยานอวกาศ ของสิ่งมีชีวิตบนวงแหวนมืดนั่นเอง  ที่น่าตื่นกระหนกไปมากกว่านั้น ยังตรวจพบยานอวกาศลักษณะทรงกลมเหมือนจาน แต่มีขนาดใหญ่โตมโหฬารมาก ได้คำนวณกันหลายครั้ง น่าจะเป็นยานที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่ต่ำว่า1,000 ไมล์ (ราวครึ่งหนึ่งของแผ่นดินประเทศไทยเรานั่นเอง) แม้จะเป็นยานบิน ขนาดใหญ่ แต่เคลื่อนที่ได้รวดเร็วอย่างน่าตระหนกตกใจ และเป็นการเคลื่อนที่ที่แหกกฎฟิสิกซ์ที่เรารู้จักกันเลย

จากการค้นพบวงแหวนมืดนั้น ที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุด ราว 5,000 ล้านปีแสงครั้งนี้ ทำให้นักดารศาสตร์ทั่วโลก ต่างพากันตื่นตัวมากขึ้น หากวัตถุเรืองแสงนั้น เคลื่อนที่ได้จำนวนมากเป็นยานอวกาศลูก และยานอวกาศแม่ของมนุษย์ต่างดาวจริง การค้นพบครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลก ที่สามารถ พบเห็นถิ่นที่อยู่ผู้ทรงปัญญา จากต่างดาวได้นั่นเอง

ขอบคุณบทความดีๆจาก  allmysteryworld.blogspot.com

 

โครงการเซติ การค้นหาสัญญาณจากมนุษย์ต่างดาว

โครงการเซติ  การค้นหาสัญญาณจากมนุษย์ต่างดาว

โครงการเซติ” เรื่องราวของโครงการนี้  ชื่อมันติดอยู่ในหูนั่นเอง  แต่สำหรับคนที่ไม่รู้  อาจจะบอกว่ามันคืออะไรกันแน่   พอนึกถึงเรื่องของมนุษย์ต่างดาวนั้นก็นึกถึงโครงการนี้ขึ้นมาทันที   โครงการเซตินี้  อย่างคร่าวๆนั้นเกี่ยวของกับเรื่องราวนอกโลก ร่วมถึงเรื่องราวของมนุษย์ต่างดาวด้วยนั่นเอง   ไม่ต้องบอกเลยว่าวันนี้เราจะนำเสนออะไร   ก็โครงการนี้นี่แหละที่เราจะพูดถึงกัน

SETI เป็นคำที่ย่อมาจาก “Search for Extraterrestrial Intelligence” หรือ “การค้นหาสิ่งมีชีวิตทรงปัญญานอกโลก” นั่นเองซึ่งโดยทั่วไปแล้วนั้น มักจะเรียกกันว่า “การค้นหาสัญญาณจากมนุษย์ต่างดาว“  เพื่อนนอกโลกเรานี่เอง

“โครงการเซติ”  เป็นโครงการที่มีอยู่เพียงหนึ่งเดียวในโลกวิทยาศาสตร์เรานี้ หากมีมากกว่าหนึ่งโครงการ แต่ทุกโครงการนั้นมีเป้าหมายหลักที่เหมือนกันนั่นก็คือ การค้นหาสัญญาณการสื่อสารประเภทคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีจุดกำเนิดจากนอกโลกเรานั่นเอง อันเป็นสัญญาณที่มิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ   ดังเช่น  การระเบิดของดวงดาว หรือสัญญาณจากดาวฤกษ์บางชนิดนั่นเอง  ก็อย่างเช่น พัลซาร์ ที่มีสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าบางชนิดถูกส่งออกมาเป็นประจำตลอดโครงการ

โครงการนี้นั้นยังมีความแตกต่างอีกมาก  ความแตกต่างของโครงการเซติส่วนใหญ่นั้นอยู่ที่แหล่งกำเนิดที่เกิดขึ้นหรือที่มาของสัญญาณ จากนอกโลกนั่นเอง ว่าเป็นแหล่งกำเนิดโดยทั่วไปจากท้องฟ้า หรือเน้นแหล่งกำเนิดบางแห่งและยังมีความแตกต่างของช่วงคลื่นความถี่สัญญาณการสื่อสาร ซึ่งก็คือสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ปล่อยออกมา ว่าเป็นช่วงของคลื่นวิทยุหรือไมโครเวฟที่ตามองไม่เห็น หรือช่วงของคลื่นที่ตามองเห็นได้นั่นเอง

และยังมีอีกองค์กรหนึ่ง คือนั่นคือ  SETI Institute หรือ สถาบันเซติ ส่วนอีกองค์กรหนึ่ง คือ Planetary Society หรือสมาคมดาวเคราะห์นั่นเอง ทั้งสององค์กรเป็นองค์กรเอกชนที่ดำเนินงานการศึกษาวิจัยทางด้านดาราศาสตร์ อวกาศ และจักรวาล ทั้งโดยทุนขององค์กรเองและเงินทุนสนับสนุนจากแหล่งอื่นๆ ที่เข้ามามากมาย  ความแตกต่างที่สำคัญของสถาบันเซติกับสมาคมดาวเคราะห์ต่อเรื่องเซตินั่นก็คือ โดยทั่วไป สถาบันเซติจะเน้นการค้นหาสัญญาณจากแหล่งที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้วเฉพาะแหล่ง เช่น ดาวฤกษ์บางดวง ท้องฟ้าบางแถบ ในขณะที่สมาคมดาวเคราะห์จะเน้นการค้นหาสัญญาณจากท้องฟ้าโดยทั่วไป ไม่จำเพาะบางตำแหน่งเท่านั่นเอง

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เรานำมาฝาก  เป็นวิทยาศาสตร์มากๆ   แต่ทั้งหมดที่เล้ามานี้ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆและน่าติดตามสำหรับโครงการที่ได้กล่าวมานี้  สำหรับคนที่รักวิทยาศาสตร์แล้วอย่าลืมที่จะติดตามบทความหน้าด้วย  เราจะนำเรื่องราวที่เป็นสาระน่ารู้ที่เกี่ยวกับเรื่องนอกโลกนี้มาฝากกันอีกนั่นเอง

ขอบคุณบทความดีๆจาก topicstock.pantip.com

 

‘UFO’ ‘ลูกแสง ‘ โผล่แดนหมีขาว

‘UFO’ ‘ลูกแสง ‘ โผล่แดนหมีขาว

เรื่องราวลึกลับที่เกิดขึ้นบนโลกเรานั้น  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอะไรก็ตามแต่ที่น่าสนใจและน่าตื่นเต้น  แต่ที่ไม่มีวันพิสูจน์ได้อยู่เรื่องหนึ่งนั้น   ยังคงเป็นปริศนาอยู่มาเป็นเวลานานแล้วนั้น  คือ  เรื่องของมนุษย์ต่างดาวนั่นเอง   เป็นเรื่องที่น่าสนใจแต่พอศึกษาทีไรแล้วรู้สึกว่ามันไม่ค่อยจะจบสิ้นเลย  และเรื่องของมนุษย์ต่างดาวนั้น   ความจริงที่ว่ามีอยู่จริงนั้น  ก็ไม่แน่ว่าจะมีจริงไหม  แต่สำหรับหลักฐานบางอย่างที่มาอธิบายนั้น  เป็นอะไรที่ดูน่าเชื่อถือไม่น้อยเลยทีเดียว   แต่เรื่องนี้ก็ยังเป็นเรื่องที่งงๆกันมากสำหรับใครหลายๆคนที่มีความสนใจนั่นเอง   เรื่องของมนุษย์ต่างดาวที่เรานำมาฝากกันวันนี้นั้น  เป็นเรื่องการพบเจอ  ยานยูเอฟโอ  ที่น่าตื่นเต้น  เรื่องราวการเจอยานนั้นเกิดขึ้นที่รัฐเซียนั่นเอง   ว่าแล้วเรื่องราวจะเป็นยังไงนั้น  เรามาติดตามความจริงกันเลยดีกว่า

เรื่องราวเกิดขึ้นที่รัสเซีย มีรายงานการพบเห็น ยูเอฟโอ บินอยู่เหนือเมืองกาการิน ซึ่งตั้งชื่อตามยูริ กาการิน มนุษย์อวกาศคนแรกของโลก ขณะที่อีกรายงานหนึ่งได้ระบุว่า พบแสงสีแดงลึกลับ 6 จุด บินเหนือน่านฟ้าไซบีเรีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 27 ต.ค. ว่า มีรายงานการพบเห็นวัตถุบินลึกลับ หรือยูเอฟโอ หลายครั้งในประเทศรัสเซีย โดยรายงานแรกมาจากนักบินของเครื่องบินเล็กขนาด 6 ที่นั่ง ขณะบินกลับกรุงมอสโก จากกรุงลอนดอน เขากล่าวว่า พบวัตถุลึกลับมีไฟลุกท่วม พุ่งอยู่เหนือเมืองกาการิน ทางตะวันตกของประเทศรัสเซีย ด้วยความเร็วสูง และบินหายไป
และราวๆหนึ่งชั่วโมงต่อมา มีรายงานว่า พบเห็นดวงแสงสีแดงลึกลับ 6 จุด ลอยอยู่เหนือท้องฟ้า ในแคว้นไซบีเรีย ในช่วงดึกของวันพฤหัสบดีที่แล้ว ขณะที่โฆษกกระทรวงกลาโหมของรัสเซียนั้น ปฏิเสธไปว่า ไม่ได้มีการทำการทดสอบขีปนาวุธ หรือภารกิจทางทหารใดๆ ในพื้นที่ใกล้เคียงหรือในเมืองกาการินในวันดังกล่าวแต่อย่างใดเลยนั่นเอง

ทางด้านนาย อันเดรย์ ฟิลิปอฟ ผู้เห็นแสงลึกลับนั้น ได้เล่าว่า เขากับลูกสาวกำลังเดินออกจากห้างสรรพสินค้า และเห็นจุดสีแดง 6 จุด เคลื่อนไหวอยู่บนท้องฟ้า ซึ่งในตอนแรกพวกมันเคลื่อนที่จากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก จากนั้นจุดสีแดงจุดหนึ่งก็แยกตัวออกไป ส่วนที่เหลือก็มุ่งหน้าไปยังทิศทางเดิมนั่นเอง

ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะมีความน่าเชื่อถือแค่ไหนแต่เรื่องราวนี้ก็ทำให้ใครหลายๆคนนั้นตื่นเต้นไปตามๆกันนั่นเอง  ยังคงเป็นเรื่องที่สงสัยกันไม่จบ   และจะเป็นแบบนี้นานเลยทีเดียว

ขอบคุณบทความดีๆจาก  allmysteryworld.blogspot.com