Tag Archives: มนุษย์ต่างดาว

บทสรุปหลักฐาน UFOและมนุษย์ต่างดาว ตอน 2

จากคราวที่แล้วเราได้พูดถึงในเรื่องของบทสรุปมนุษย์ต่างดาวในตอน 1  ไปแล้ววันนี้เราจะมาต่อจากคราวที่แล้วกัน

ต่อมาปรากฏว่า กองทัพอากาศสหรัฐและนาวาอากาศตรีเจสส์ มาร์เซล ออกข่าวว่าเศษโลหะดังกล่าวเป็นเพียงเศษซากบัลลูนตรวจอากาศที่ตกลงมาเท่านั้น พลอากาศจัตวางโรเจอร์ เรมีย์ ได้ปฎิเสธว่า ไม่มีการลำเลียงเศษซากจานบินออกมาจากพื้นที่แต่ประกาศใด

แต่หลังจากการเปิดเผยของนาวอากาศตรีเจสส์ มาร์เซลเมื่อไม่นานมานี้เปิดเผยว่า มีการลำเลียงเศษซากจานบินไปทางเครื่องบิน และมีพยานหลายคนที่รู้เห็น เช่น สแตนตัน ฟรีดแมน ซึ่งเป็นนักฟิสิกส์และนิวเคลียร์ซึ่งพลอากาศจัตวาโรเจอร์ เรมีย์ สั่งให้ทุกคนปิดปากเงียบ นาวาอากาศตรี เจสส์ มาร์เซล ได้ออกมาเปิดเผยเมื่อไม่กี่ปีมานี่ว่า ทุกอย่างที่กองทัพอากาศสหรัฐออกแถลงการณ์ ว่าที่เห็นเป็นเพียงซากบัลลูนนั้น เป็นการสร้างละครลวงตาสื่อมวลชนทั้งสิ้น มาร์เซลกล่าวว่า ซากกระจัดกระจายมีขนาดใหญ่กว้างมาก ซึ่งมากกว่าที่จะเป็นซากบัลลูนตกหลายเท่า จากการเปิดเผยของนาวาอากาศตรี เจสส์ มาร์เซล ทำให้องค์การต่าง ๆ รวมทั้งนักค้นคว้าจานบิน เห็นสมควรว่า น่าจะมีการรื้อฟื้นสอบสวนเรื่องจานบินตกที่รอสเวลล์ เมื่อปี 1947 ใหม่ เพราะหลายคนเชื่อว่า มีจานบินตกจริงที่ฟาร์มของ แม๊ค บราเซล

แถลงการณ์ฉบับนั้นไม่มีใครเชื่อ เพราะมีประจักษ์พยานผู้รู้ผู้เห็นจากไร่ใกล้ๆ เข้าไปดูที่เกิดเหตุยืนยันว่า พบจานผี ทรงกลมในสภาพแตกหัก และพบร่างมนุษย์ต่างดาว ตาย 1 ศพ และบาดเจ็บ 1 คน อาการบาดเจ็บเกิดจากแผลไฟไหม้

เมื่อชายคนหนึ่ง ชื่อเกรดีย์ แอล บาร์นีย์ บาร์เนตต์ ได้กล่าวอ้างว่าเขาได้พบซากเศษโลหะของจานบินอีกลำหนึ่ง ขณะนั้นเขากำลังทำงานอยู่ในบริเวณใกล้ที่ราบซานอกุสติน ซึ่งชาวบ้านในแถบนั้น เรียกว่า “ที่ราบไร้วิญญาณ” เป็นที่น่าสังเกตว่า บริเวณดังกล่าวนี้ห่างจากไร่ปศุสัตว์ของแม็ค ประมาณ 120 ไมล์ ไม่เพียงแต่บาร์เนตต์เท่านั้นที่พบเห็นจานบิน บังเอิญนักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยกลุ่มหนึ่งขับรถผ่านมาพอดี ซึ่งบาร์เนตก็ลืมถามว่าพวกเขามาจากมหาวิทยาลัยใด สิ่งสำคัญก็คือ พวกเขาได้เห็นศพมนุษย์ประหลาดนอนตายอยู่รอบ ๆ จานบินด้วย

ต่อมาบาร์เนตต์ได้อธิบายว่า ศพมนุษย์ประหลาดนั้นรูปร่างคล้ายสัตว์ตัวเล็ก แต่มีศีรษะใหญ่คล้ายรูปผลแพร์ แขนและขาผอมมาก และที่น่าสังเกตุก็คือไม่มีขน ศพทั้งหมดสวมชุดคล้ายเกราะเหล็กสีเทา ได้สัดส่วนพอเหมาะ เป็นชุดที่ไม่มีกระดุมและซิป

 

ต่อมาทหารก็มาถึง พวกเขาสั่งให้บาร์เตต์และกลุ่มนักโบราณคดีถอยห่างออกไปจากยานบินลำนั้น และนายทหารที่เป็นหัวหน้าได้กำชับว่ามันเป็นหน้าที่ที่ทหารต้องรับผิดชอบ และห้ามทุกคนนำเรื่องที่พบเห็นไปบอกใครเป็นอันขาด มิฉะนั้นจะเดือนร้อน ให้ลืมเรื่องดังกล่าวให้หมด บาร์เนตต์จึงจำเป็นต้องปกปิดเรื่องที่พบเห็นเป็นความลับไม่แพร่งพรายให้ใคร รู้แม้แต่ภรรยา ญาติมิตร หรือแม้กระทั่งผู้บังคับบัญชา

 

ในปี 1978 นักค้นคว้าจานบินหลายคนลงความเห็นว่า ซากโลหะประหลาดที่แม็ค บราเซลพบมีความเกี่ยวพันกับยานอวกาศและศพมนุษย์ต่างพิภพที่บาร์เนตต์พบอีก แห่งหนึ่งแน่นอน ซึ่งเขาได้สันนิษฐานว่ายานตกลงมาต่างหาก ส่วนมนุษย์ต่างดาวคงดีดตัวออกมาจากตัวยานก่อนจะลงมาถึงพื้นโลก หรืออาจเสียชีวิตเนื่องจากหนีออกจากห้องที่แยกออกจากตัวยานไม่สำเร็จ และบริเวณที่ยานลำนั้นตกลงมาคงอยู่ใกล้ที่ราบซานอกุสติน สตริงฟิลด์ยังได้ข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับการปิดข่าวเกี่ยวกับศพมนุษย์ต่างดาว อีก นั่นคือ นอร์มา การ์ดเนอร์ ซึ่งเคยทำงานเป็นพนักงานพิมพ์ดีดกับฝ่ายแลกเปลี่ยนเอกสารลับสุดยอดที่กองบิน ทหารอากาศไรท์ แพตเตอร์สัน หน้าที่ที่เธอได้รับมอบหมายอย่างหนึ่งคือ พิมพ์รายงานชันสูตรศพมนุษย์ต่างดาวรายหนึ่ง นั่นก็แสดงว่ามีการพบศพมนุษย์ต่างดาวจริง แต่ก็น่าคิดว่าเพราะเหตุใดฝ่ายทหารจึงปกปิดเป็นความลับ

 

ยังไม่จบนะ…โปรดติดตามตอนต่อไป…..

ขอบคุณบทความดีๆจาก  board.postjung.com

 

บทสรุปหลักฐาน UFOและมนุษย์ต่างดาว ตอน 1

บทสรุปหลักฐาน UFOและมนุษย์ต่างดาว 

ในวันที่ 8 กรกฎาคม 1947 เรืออากาศโทวอลเตอร์ โฮท ซึ่งเป็นฝ่ายประชาสัมพันธ์ของกองทัพอากาศแห่งสหรัฐเมืองรอสเวลล์ ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า กองทัพได้ครอบครองจานบินลำหนึ่ง ซึ่งตกลงมายังพื้นโลกเมื่อคืนวันที่ 4 กรกฎาคม 1947

หลังเที่ยงคืนเล็กน้อย วันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ.1947 แม็ค บราเซล ชาวไร่ของฟาร์มนอกเมืองรอสเวลล์ ได้เห็นปรากฏการณ์ประหลาดบนท้องฟ้าในคืนที่มีพายุฝนฟ้าคะนอง มีฟ้าผ่า ในแสงวูบวาบ เขาเห็นยานทรงกลมสีเทาน้ำเงิน ถูกฟ้าผ่าแตกเป็นเสี่ยง แล้วแฉลบร่อนลงท้ายไร่พร้อมกับเสียงดังสนั่น

เนื่องจากความกลัว เขาไม่กล้าออกมาดู รุ่งเช้าจึงออกไปจุดที่ยานประหลาดตก จึงพบยานทรงกลมสีเทาเงินจอดบนพื้นดิน ในลักษณะตะแคงข้าง ปีกข้างหนึ่งจมปักในพื้นดินเลน
แม็ค นำเรื่องไปแจ้งกับจอร์จ วิลค็อกซ์ นายอำเภอเมืองรอสเวลล์ในขณะนั้น ซึ่งได้ออกข่าวครั้งแรก โดยสถานีวิทยุท้องถิ่นว่าเกิดเหตุยานยูเอฟโอ.ตกที่ไร่ของแม็ค

นายอำเภอจอร์จ นำเรื่องไปแจ้งแก่ผู้บังคับการกองบินกองทัพอากาศ เมืองรอสเวลล์ จากนั้นไม่นานก็มีประกาศแถลงการณ์ฉบับใหม่ว่า สิ่งที่ถูกฟ้าผ่าตกลงมาที่ไร่ คือ บอลลูนตรวจอากาศ ซึ่งหุ้มบอลลูนด้วยฟลอยล์ จึงมีสีเทาเงิน

การรายงานข่าวดังกล่าว เป็นที่โจษขานกันทั่วทั้งสหรัฐและต่างประเทศข่าวดังกล่าวเปิดเผยว่า ฝูงบินทิ้งระเบิดที่ 509 หน่วยที่ 8 ของกองทัพอากาศสหรัฐประจำจุดรอสเวลล์ ได้ยึดครองจานบินลำหนึ่งได้ที่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โดยความร่วมมือของนายอำเภอที่รอสเวลล์ และเจ้าของฟาร์มแห่งนั้นทราบต่อมาว่า เจ้าของฟาร์มชื่อ แม๊ค บราเซล แม๊ค บราเซลเล่าให้ฟังว่า ตนมีฟาร์มปศุสัตว์ที่โคโรนา นิวแม็กซิโก ในเช้าตรู่ของวันที่ 5 กรกฎาคม 1947 (พศ.2490) ขณะที่กำลังเดินไปถึงกลางไร่ ได้พบว่ามีเศษโลหะกระจัดกระจายเกลื่อนกลาด ดูราวกับมีบางสิ่งบางอย่างขนาดใหญ่มาก ตกลงวมาจากท้องฟ้า สังเกตได้ว่า เศษเหล็กหรือเศษโลหะกระจายเป็นอาณาบริเวณกว้างประมาณ 300 ฟุต และยาวราว 3 ไมล์ ชิ้นส่วนที่กระจัดกระจายนั้น มีทั้งเป็นลวด เป็นชิ้นเล็ก ๆ และเป็นแผ่นโลหะเบาและบาง แต่เหนียว ทนทานมาก สามารถพับไปมาได้รายแผ่นกระดาษนอกจากนั้น ยังเศษโลหะคล้ายกระดาษฟอยล์สีตะกั่วกระจายไปทั่ว

ในตอนแรก แม็คไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาพบเห็นนั้นเป็นอะไร เขาได้หยิบเศษโลหะสามชิ้นไปให้เพื่อนบ้านที่ไกลออกไป10 ไมล์ได้ดู เพื่อนบ้านแนะนำว่าให้ไปหานายอำเภอจอร์จ เอ. วิลค๊อกซ์และเอาเจ้าสิ่งนี้ให้นายอำเภอดูด้วย ตอนแรก นายอำเภอไม่ค่อยสนใจเท่าไรนัก ได้แนะนำให้แม็คโทรศัพท์ติดต่อกองบินทหารอากาศรอสเวลล์และเมื่อแม๊คทำตามไม่ นาน กองบินทหารได้ส่งทหารอากาศสองนายและพลเรือนนายหนึ่ง ซึ่งบอกกับแม๊คว่า เป็นสมาชิกหน่วยต่อต้านข่าวกรองของกองทัพนายทหารที่มานั้นต่อมาทราบชื่อว่า นาวาอากาศตรี เจสส์ เอ.มาร์เซล อีกคนหนึ่งคือ นาวาเอกวิลเลี่ยม บลันชาร์ด ซึ่งเป็นผู้บังชาการฝูงบินที่ 509 นั่นเอง
เศษชิ้นส่วนประหลาดที่พบบริเวณจานบินตกที่รอสเวลล์ทั้งหมดไปยังฟาร์มปศุ สัตว์ ซึ่งถึงจุดหมายเป็นช่วงเวลาเย็น จึงต้องพักค้างแรมกันที่นั่น จนรุ่งเช้า แม๊ค ก็พาทุกคนไปยังจุดที่จานบินตก และทุกคนก็ตื่นตะลึงกับสิ่งที่เห็น นาวาอากาศตรีมาร์เซล ได้กล่าวว่า เศษโลหะและวัตถุดังกล่าว กระจัดกระจายเกลื่อนกลาด มันประหลาดมาก ไม่เคยพบที่ใดมาก่อน ส่วนใหญ่จะบางเท่ากระดาษหนังสือพิมพ์แต่เหนียว ทนทานมาก เขาใช้ค้อนทุบ ใช้ไฟเผา หักงอ เพียงครู่เดียวกันก็กลับคืนสู่สภาพเดิม และทุกคนก็ช่วยกันเก็บเศษโลหะดังกล่าวใส่รถจี๊บและลำเลียงไปยังใจกลางเมือง รอสเวลล์

 

ยังไม่จบนะ  ….โปรดติดตามตอนต่อไป…….

 

ขอบคุณบทความดีๆจาก  unigang.com

 

10 เหตุการณ์ ที่ทำให้เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง ตอนที่ 2

10 เหตุการณ์ ที่ทำให้เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง ตอนที่ 2

จากคราวที่แล้วที่เราเขียนค้างเอาไว้  เรามาต่อกันเลยดีกว่า…

เหตุการณ์ที่ 6 จานบินตกที่รอสเวลล์

ในปี ค.ศ.1948 เมืองรอสเวลล์ เกิดเหตุการณ์วัตถุบินลึกลับตกในพื้นที่ทะเลทรายของชาวเมืองนาม แม็ค บราเซิล วัตถุชิ้นตกตกและชิ้นส่วนตกกระจัดกระจายเป็นวงกว้าง ไม่นานหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ทางการก็มาถึงและเก็บวัตถุในพื้นที่ที่เกิดเหตุจนหมด ซึ่งผลจากการตรวจสอบตอนแรกบอกว่าวัตถุที่ตกลงมานั้นเป็นวัตถุที่ไม่เคยมีอยู่ในโลก และแต่ละชิ้นโลหะมีคุณสมบัติแปลกประหลาด แต่ถึงอย่างไรเพราะอะไรไม่ทราบสาเหตุภายหลังทางการดันกลับคำให้การบอกว่าวัตถุที่ตกลงมาเมืองรอสเวลล์นั้นคือหรือบอลลูนตรวจสภาพอากาศ?

ทำไมต้องกลับคำผลการตรวจสอบ?? แล้ววัตถุบินลึกลับนั้นเป็นจานบินหรือไม่? ไม่มีใครทราบได้ แม้ว่าเหตุการณ์จะล่วงเลยมานานหลายสิบปีแล้วก็ตามแต่หลายๆ ฝ่ายยังหวังว่าทางการสหรัฐจะเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้

เหตุการณ์ที่ 7 การลักพาตัวเบตตี้และบาร์นีย์ ฮิลลส์ (betty and Barney Hill)

นี้คือการลักพาตัวที่โด่งดังที่สุดและเป็นครั้งแรกที่มนุษย์ต่างดาวลักพาตัวคนในโลก
19 กันยายน 1961 ขณะที่เบตตี้และบาร์นีย์ ฮิลลส์ สองสามีภรรยาขับรถผ่านแดนทะเลทรายของรัฐนิวแฮมเชียร์ จู่ๆ ก็มีจานบินแล่นขวางหน้า และบังคับให้สองสามีภรรยาคู่นี้หยุดรถ

สิ่งมีชีวิตในยานนั้นมีอยู่ 5 คน(ตัว) สูง 5 ฟุต ตาโต ไม่มีจมูก และผิวหนังสีเทา เมื่อคนพวกนี้มาใกล้ สองสามีภรรยาก็รู้สึกเหมือนสะกดจิต ทั้งคู่ถูกนำตัวเข้าไปในยานและถูกตรวจสอบทางกายภาพ มนุษย์ต่างดาวเหล่านั้นสอบถามสองสามีภรรยาโดยใช้พลังจิต แต่เมื่อเขาพูดกันเองก็พูดด้วยภาษาแปลกประหลาด

จากนั้นสองสามีก็ถูกลบความทรงจำ และถูกปล่อยตัวออกมา ซึ่งภายหลังสองสามีภรรยาคู่นี้ถูกสะกดจิต ทั้งคู่ก็เล่าเหตุการณ์นี้อย่างละเอียด จนเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างมาก จนต้องออกโทรทัศน์รายการพิเศษในปี 1975

เหตุการณ์ที่ 8 การชำแหละวัวในท้องทุ่ง (Cattle Mutilations)
9 มิถุนายน 2005 ได้เกิดปรากฏการณ์ประหลาดวัวตายอย่างลึกลับจำนวนมากในท้องทุ่งในประเทศสหรัฐอเมริกาและบราซิลและแถบอื่นๆ ทั่วโลก
โดยการตายลึกลับนี้แทบไม่เชื่อว่าเป็นฝีมือของมนุษย์จะสามารถทำได้ เพราะแต่ละพื้นที่วัวถูกฆ่าจำนวนมากโดยทั้งหมดนั้นลงมือเสร็จเพียงคืนเดียว โดย ส่วนใหญ่ท้องของวัวเคราะห์ร้ายถูกเจาะเป็นรูขนาดใหญ่รูปไข่ ด้วยเครื่องมือบางอย่างและถูกทำให้ไหม้แต่ไม่ใช้เลเซอร์หรือมีด และไม่มีเลือดไหลออกมาอวัยวะบางส่วนเช่น อวัยวะเพศ ลูกตาและเต้านมโดยเฉพาะลำไส้มักหายไป แต่ไม่มีร่องรอยการดิ้นรนเพื่อหนีความตายของวัวหรือแม้กระทั่งรอยเท้าในบริเวณที่มันตาย
มีการศึกษาเพื่อไขปริศนาปรากฏการณ์นี้มีมานานแล้ว ในขณะที่มนุษย์มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า แต่ทว่าก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่ามันเกิดจากอะไร

เหตุการณ์ที่ 9 วงกลมประหลาดบนทุ่งหญ้า (Crop Circles)
ในช่วงปี 1980 เกิดเหตุการณ์ประหลาดคือประจักษ์ต่อชาวโลก ใน 29 ประเทศ ทั่วโลก คือเกิดวงกลมประหลาด หรือสัญลักษณ์ประหลาดที่ทุ่งข้าวสาลี ข้าวบาเล่ห์ ข้าว และอื่นๆ

โดยจากรายงานการเกิด Crop Circles กว่า 10,000 ครั้ง

พบว่าในช่วงปลายปี 1980 นั้น Crop Circles ส่วนใหญ่รูปแบบจะออกมาในลักษณะเส้นตรงซึ่งจะออกมาคล้ายๆกับสัญลักษณ์ แต่ภายหลังจากปี 1990 รูปแบบของ Crop Circles จะซับซ้อนมาก จนแทบไม่เชื่อว่าเป็นฝีมือของมนุษย์จะทำได้ นอกเสียจากจะเป็นมนุษย์ต่างดาว แล้วหาเป็นมนุษย์ต่างดาวจริง พวกเขาจะทำทำไม มันเป็นสัญญาบอกชาวโลกหรือ หรือว่าเป็นที่จอดยานบิน หรือว่าเป็นการเล่นสนุก??

เหตุการณ์ที่ 10 เทปวีดีโอผ่าตัดมนุษย์ต่างดาว
ในปี 1992 ผู้สร้างภาพยนต์เรย์ ซานติลี อ้างว่าได้ซื้อฟิล์มภาพยนต์ขนาด 16 มิลลิเมตร มีความยาวกว่า 91 นาที(ไม่เปิดเผยถึงราคาที่ซื้อมา) เป็นฟิล์มภาพยนต์ที่เกี่ยวกับการผ่าตัดซากมนุษย์ต่างดาวหลังเหตุการณ์การตกที่รอสเวลส์โดยซื้อมาจากช่างภาพของกองทัพ(ไม่เปิดเผยชื่อ)ที่ถูกมอบหมายให้ทำการถ่ายภาพยนต์การผ่าศพมนุษย์ต่างดาวที่ Fort Worth, Texas เพื่อทำการถ่ายภาพยนต์

จนกระทั่งในปี 1995 ภาพยนต์ชุดนี้ได้ถูกนำมาออกแสดง และเครือข่ายทีวีของ FOX นำภาพยนต์ชุด นี้ออกอากาศในรายการ One-hour special ผลปรากฏว่ามีคนสนใจดูมากจนต้องมีการนำมาออกอากาศซ้ำอีกถึงสี่ครั้งหลังจากนั้นทำให้มีการถ่ายถอดออกไปใน อังกฤษ , เยอรมัน , ฮอลล์แลนด์ , บราซิล และอิตาลี

ขอบคุณบทความดีๆจาก  tpa.or.th

 

10 เหตุการณ์ ที่ทำให้เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง ตอนที่ 1

10 เหตุการณ์ ที่ทำให้เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง ตอนที่ 1

จากจำนวนวัตถุลึกลับเกี่ยวกับจานบินชิ้นนี้ดังที่สุด ซึ่งถูกพบในโคลัมเบีย อเมริกาใต้ มีอายุมากกว่า 1000 ปี มีลักษณะเหมือนเครื่องบินเจ็ทปีกเป็นรูปสามเหลี่ยมของยุคปัจจุบัน มีที่นั่งนักบินอยู่ตรงส่วนหัวและมีหางเหมือนเครื่องบินปัจจุบันด้วย ซึงแน่นอนชาวพื้นเมืองในโคลัมเบียคงไม่สามารถสร้างเครื่องบินนี้แน่ โดยเฉพาะเมื่อ 1000 ปีก่อน

อาจเป็นไปได้ว่ามนุษย์ต่างดาวได้เดินทางมาถึงอเมริกาใต้ ในยานอวกาศใต้ ในยานอวกาศที่มีรูปร่างเหมือนเครื่องบินเจ็ทตั้งแต่เมื่อ 1000 ปีมาแล้ว และคงสร้างยานลำนี้ไว้เป็นที่ระลึก

เหตุการณ์ที่ 1 เด็กเขียว

ในเดือนสิงหาคม 1887 ในสเปน มีเด็กสองคน ซึ่งมีผัวหนังสีเขียวเป็นมันวาว และมีดวงตารีเฉียง เดินออกมาจากถ้ำแห่งหนึ่ง เด็กสองคนนั้นสวมเสื้อผ้าที่ทำจากวัตถุประหลาด และพูดภาษาประหลาดที่ผู้เชี่ยวชาญภาษาจากบาร์เซโลนาไม่เข้าใจ และไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นภาษาอะไร เด็กชายที่เป็นผู้ชายตายก่อน ส่วนเด็กผู้หญิงยังอยู่ต่อมาและหัดพูดภาษาสเปนได้จนคล่องเธอเล่าว่าเธอถูกนำมาจากดินแดนแห่งหนึ่งซึ่งมีแต่ยามสนธยามีพระอาทิตย์ขึ้น และถูกหอบมาทิ้งไว้ที่ถ้ำนั่น

ดินแดนที่ว่านั้น เป็นดินแดนของดาวอีกดวงหนึ่งใช่หรือไม่ หรือว่าพวกเธอถูกส่งตัวมายังโลกด้วย ยาวอวกาศหรือเปล่า หรืออาจมาจากมิติที่สี่ก็เป็นได้

เหตุการณ์ที่ 2 การระเบิดที่ไซบีเรีย

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 1908 มีการระเบิดอย่างรุนแรงเกิดขึ้นที่ไซบีเรีย เป็นแรงระเบิดที่รุนแรงกว่าฮิโรชิม่าถึง 10 เท่าดังไปค่อนโลก มีบางคนบอกว่า ตนเองได้เห็นแสงไฟและเห็นควันรูปเห็ด อย่างไรก็ตามผลสุดท้ายสาเหตุการระเบิด ไม่มีใครทราบแน่ชัด

ในปี 1927 นักวิทยาศาสตร์ชาวโซเวียต ได้ออกทำการสำรวจและพบบริเวณที่เกิดการระเบิดนั้น ซึ่งกินบริเวณกว้างขวางถึง 800 ตารางไมค์ จากการลงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ แรงระเบิดนั้น ไม่ใช้เพราะอุกาบาตรแน่ มีบางคนบอกว่ามันอาจเป็นดาวหาง อาจเป็นเสี่ยวหนึ่งของหลุมดำ หรืออาจเป็นแสงเลเซอร์จากดวงดาวอื่นก็ได้

อเล็กซานเดอร์ คาซานท์เซฟ วิศวกรด้านอาวุธของรัสเซียลงความเห็นว่า มันเป็นพวกยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาว ซึ่งขณะบินทำการสำรวจโลก ตกลงมา และเกิดระเบิดขึ้น

เหตุการณ์ที่ 3 สัญญาณวิทยุจากมนุษย์ต่างดาว 

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2519 นักดาราศาสตร์โครงการ ซีคลอปส์ (Cyclops) ได้รับสัญญาณที่ซับซ้อนกว่าเสียงสะท้อนใดๆ ในโลกนี้ มันเป็นโทนเสียงขึ้นๆ ลงๆ ผสมผสานกันอย่างซับซ้อน พร้อมโครงสร้างจังหวะ รวมไปถึงเสียงที่ไม่เคยมีมนุษย์ได้ยินมาก่อนรวมอยู่ด้สน ซึ่งสัญญาณนี้ระบุว่ามาจากดาวออฟิยูซิ ซึ่งอยู่ห่างจากโลกราว 17 ปีแสง ทำให้เชื่อกันว่าเป็นสัญญาณวิทยุจากมนุษย์ต่างดาวซึ่งมีอารยธรรมสูงกว่าเรา

เหตุการณ์ที่ 4 เมื่อมนุษย์ต่างดาวเป็นฆาตกร

วันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2491 รัฐเคนตักกี้ อเมริกา เรืออากาศเอก โธมัส แมนเทลล์ จูเนียร์ ได้ขับเครื่องบินซี 118 แถวน่านฟ้าของเมืองแมรีส์วิลล์ เพื่อไปตรวจสอบการพบเห็น UFO ส่องแสงขนาดใหญ่ และเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ และเงียบเชียบข้ามท้องฟ้า ซึ่งทางฐานทัพก็จับสัญญามันได้เช่นกัน

แมนเทลล์ขับแล้วไปเจอ UFO ลำนั้นทันที เขารายงานวัตถุนั้นต่อศูนย์เป็นระยะในการติดตาม “พระเจ้า! มันน่ามหัศจรรย์ มันอยู่เหนือผมพอดี และมันใหญ่โตมโหฬารมาก มันดูเหมือนโลกหะรูปกลมใหญ่มาก ผมกำลังพยายามไปให้ถึงมัน มันกำลังบินสูง มันเริ่มบินสูง…. พระเจ้า! มันน่ามหัศจรรย์มาก! มันเริ่มร้อน มันร้อน ร้อนมากทีเดียว ผมทำไม่…”จากนั้นสัญญาณก็ถูกตัด

เวลาต่อมา มีการพบซากเครื่องบนและศพของเรืออากาศเอกแมนเทลล์ มีรายงานว่าซากเครื่องบินมีรูและรอยขีดข่วงจากความร้อนสูง เหมือนกับว่าเครื่องบินถูกทำลายจากรังสีบางอย่าง

ปัจจุบันการตายของแมนเทลล์ยังเป็นปริศนาต่อไป ว่าสิ่งที่เขาพบนั้นคือ UFO จริงหรือไม่?

เหตุการณ์ที่ 5 แอเรีย 51 (Area 51)

พื้นที่แห่งนี้ตั้งอยู่ในกลางทะเลทรายทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย เนวาด้า และอริโซน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี ปี 1958 เป็นพื้นที่ที่ลึกลับที่สุดเพราะเป็นเขตหวงห้ามไม่ให้คนนอกเข้าและมีการรักษาความปลอดภัยสูงสุด แม้ทางการสหรัฐจะบอกว่าพื้นที่นี้เป็นเพียงสถานที่ทดสอบอาวุธหรือเครื่องบินรบใหม่ของสหรัฐ แต่มีหลายคนบอกว่าอาจเป็นฐานทัพของมนุษย์ต่างดาวหรือไม่ก็สถานที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว นั่นก็อาจจะเป็นเพราะมีคนจำนวนมาก อ้างว่าได้เห็นวัตถุบินลึกลับหรือ UFO (Unidentified Flying Object) บินอยู่เหนือบริเวณนั้นบ่อยครั้ง จนหลายคนสงสัยว่าบริเวณพื้นที่ 51 นั้นต้องมีอะไรมากกว่าสถานที่ซ้อมรบเครื่องบินรบ แน่นอน

โปรดติดตามตอนต่อไป…..(เร็วๆนี้)

ขอบคุณบทความดีๆจาก   tpa.or.th/blog

“ คนผวาวันสิ้นโลก แห่รอมนุษย์ต่างดาวมาช่วยที่ฝรั่งเศส”

เรื่องของมนุษย์ต่างดาววันนี้ เรามีเรื่องของข่าวมาฝาก  คงจะเป็นข่าวอะไรไปไม่ได้นอกเสียจาก เรื่องของวันสิ้นโลกและเรื่องของมนุษย์ข่างดาว  ในเนื้อข่าวจะเป็นยังไงนั้น  เราไปติดตามกันได้เลย

“ คนผวาวันสิ้นโลก แห่รอมนุษย์ต่างดาวมาช่วยที่ฝรั่งเศส”

 

กลุ่มผู้เชื่อเรื่องลี้ลับกว่า 20,000 คน พร้อมใจกันรวมตัวชุมนุมที่ ภูเขา ปี เดอ บูกาคาจ (Pic de Bugarach) ในฝรั่งเศส เพราะเชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวจะมาช่วยพาพวกเขาไปสู่ดาวใหม่ก่อนโลกแตกในปี 2012 นี้

โดยสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้ที่เข้ามาร่วมชุมนุมนั้นเชื่อว่าวันที่ 21 ธันวาคม 2012 จะเป็นวันที่โลกถึงกาลอวสาน และทางรอดเดียวของมนุษยชาติคือการได้รับความช่วยเหลือจากมนุษย์ต่างดาว ซึ่งจะมาช่วยรับตัวมนุษย์ไปสู่อารยธรรมใหม่ โดยยานของมนุษย์ต่างดาวจะมาคอยรับตัวมนุษย์ที่ภูเขาแห่งนี้ก่อนที่โลกจะแตก

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลฝรั่งเศสรู้สึกกังวลกับการรวมตัวครั้งนี้ เพราะเกรงว่าผู้ชุมนุมกลุ่มนี้อาจจะก่ออัตวินิบาตกรรม หรือฆ่าตัวตายหมู่ที่นี่ได้ เพราะรัฐบาลได้รับรายงานว่า ที่นี่มีการประกอบพิธีกรรมแปลก ๆ มากมาย อย่างไรก็ดี  มีการคาดเดาว่าในวันที่ 21 ธันวาคมนี้ น่าจะมีผู้คนจากทั่วโลกมารวมตัวกันที่นี่ราว 1 แสนคน

ทั้งนี้ ภูเขา ปี เดอ บูกาคาจ นับเป็นภูเขาที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะภูเขากลับหัว เพราะตัวอย่างหินที่สามารถเก็บได้จากยอดเขานั้น มีอายุเก่าแก่กว่าที่ตีนเขา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่แตกต่างไปจากภูเขาในถิ่นอื่น ๆ และยังเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตรชื่อดัง เช่น Journey to the Center of the Earth อีกด้วย

 

เป็นไงกันบ้าง กับข่าวนี้  เรื่องที่ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อนั้นเราอยากให้ทุกท่านได้ตัดสินใจด้วยตัวเองว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ  ผู้เขียนเองก็ได้รับข่าวนี้มาอีกทีหนึ่ง  แต่ถ้าถึงวันสิ้นโลกจริงๆแล้วละก็  ตัวใครตัวมันแล้วกัน……..

 

ขอบคุณบทความดีๆจาก  hilight.kapook.com

มนุษย์ต่างดาวบอกว่า ปี 2012 จะ…

มนุษย์ต่างดาวบอกว่า ปี 2012 จะ…

เดือนตุลาคม ค.ศ. 2000 ชาวคอร์กิโนหลายคน เห็นดวงแสงลึกลับ ลอยวูบลงสู่พื้นดิน แล้วพุ่งกลับขึ้นไปในอากาศ ทิ้งรอยไหม้จนหินละลาย ซึ่งต่อมาหินละลายดังกล่าว ได้รับการตรวจสอบจากนักธรณีวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย สหรัฐอเมริกา ที่ลงความเห็นว่าหินได้รับความร้อนอย่างไม่น่าเชื่อ

นอกจากแสงลึกลับแล้ว ที่นี่ยังมีชายผู้หนึ่งซึ่งอ้างว่าเขาสามารถติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวได้มานานแล้ว ล่าสุดเมื่อปี 2002 เขาก็อ้างว่าเขาถูกลักพาตัวไปยังยางนอกโลกถึง 3 วัน ซึ่งงานนี้เขาไม่ได้อ้างลอยๆ นะ เขามีพยานหลักฐานอันน่าทึ่ง และยังไม่อาจพิสูจน์ค้านได้ว่าเป็นการทำปลอม หรือกุเรื่องขึ้นเสียด้วย

ชายผู้มีประสบการณ์พิเศษคนนี้ ชื่อ อูแรนเดอร์ โอลิเวียร่า เขาอ้างว่าเขาเคยติดต่อ กับมนุษย์ต่างดาวมาหลายครั้ง มนุษย์ต่างดาวของ โอลิเวียร่า ไม่ใช่ทอล ดาร์ค แอนด์ แฮนซัม แต่เป็นทอล บลอนด์ ผิวขาวร่างสูง ผมบลอนด์ ดวงตาสีฟ้าจาง โดยมีแก้วตาสีเหลืองอ่อนวางตามตัวตามแนวตั้งเหมือนตาแมว ฟังดูไม่น่าเกลียดเหมือนตัวอีทีโอลิเวียล่า บอกเราว่ามนุษย์ต่างดาวใช้สิ่งที่เรียกว่าแสงพลาสม่า เป็นเครื่องมือติดต่อสื่อสารกับเขาทางโทรจิต

 

เหตุการณ์ที่น่าทึ่งที่สุดที่เกิดขึ้นเมื่อ 15 กันยายน 2002 คืนนั้น

โอลิเวียร่า หายตัวไปจากห้องนอน ทิ้งไว้แต่รอยไหม้รูปร่างคนนอนบนผู้ปูเตียงและบนฝ้าเพดาน ไม่มีใครรู้ว่าเขาหายไปไหน อีก 3 วันต่อมาจู่ๆ เขาก็กลับมาอยู่ในห้องนอนนั้น และเขาอ้างตลอดว่า เวลาที่เขาหายไปนั้นเขาถูกนำตัวไปยังยานต่างดาว

โอลิเวียร่า บอกว่าเขารู้ตัวล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ โดยเขาได้รับการติดต่อ ทางโทรจิตผ่านแสงพลาสม่า ว่ามนุษย์ต่างดาวจะมานำตัวเขาไปในคืนดังกล่าว โดยก่อนเกิดเหตุการณ์จะมีสัญญาณนำมาให้รู้ โดยจะเกิดฝนก้อนหินตกลงมา

ค่ำวันที่ 15 กันยายน 2002 เวลาประมาณ 19.13 น. เพื่อนบ้านใกล้เคียงของ โอลิเวียร่า ต้องประหลาดใจที่ได้ยินเสียงอะไร ร่วงกรูกราวอยู่บนหลังคา เมื่อออกมาดูพบว่าเป็นก้อนหินกลมๆ ก้อนเล็ก ๆ ตกลงมาจากท้องฟ้า หลายคนช่วยเก็บก้อนหิน บางคนก็ถ่ายวีดีโอไว้เป็นหลักฐานด้วย

เขาเล่าว่า ในขณะที่เขานอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียงสักครู่ก็มีแสงสีม่วงสว่างไปทั้งห้อง แสงนั้นรวมตัวเข้าเหมือนฟองสบู่ ร่างของเขาลอยทะลุเพดาน รู้สึกเหมือนกระดูถูกยืดออก แต่ไม่มีความเจ็บปวด ครั้งลอยพ้นผ่านหลังคาบ้านไป ลำแสงสีม่วงก็พลิกร่างเขาให้ยืนขึ้น เมื่อไปถึงยานต่างดาว ( ซึ่งเขาไมได้บอกว่ามันเป็นอย่างไร ) เขาก็ถูกนำตัวเข้าไปในฟองอากาศ ใบใหญ่ ซึ่งมีผิวบางใส คล้ายๆ ว่าข้างในคงจะคล้ายๆ ห้องฆ่าเชื้อ ปรับพลังงานให้สมดุลย์อะไรทำนองนั้น จากนั้นมนุษย์ต่างดาวผมบลอนด์ร่างสูง ก็พาเขาขึ้นบันไดไปยังชั้นบนของยาน ซึ่งเป็นห้องกว้างใหญ่เหมือนไม่มีที่สิ้นสุด ที่นั่นมนุษย์ต่างดาวให้เขาดูจอภาพ อันเป็นภาพเกี่ยวกับโลก ระบบสุริยะ และกาแล็คซี่ของเรา มนุษย์ต่างดาวบอกว่า ในวันที่ 22 ธันวาคม 2012 ( พ.ศ. 2555 ) จะเกิดปรากฎการณ์ในอวกาศครั้งใหญ่ ซึ่งจะมีผลกระทบไปทั้งจักรวาล ในวันนั้นแกแล็คซี่จะส่งแสงวาบเจิดจ้าออกมาก ดวงอาทิตย์ทุกดวงในแกแล็คซี่ จะสะท้องแสงนั้นไปยังดาวเคราะห์ที่โคจรรอบตัวมัน สิ่งมีชีวิตทั้งมวลอันมีดวงตาจะได้เห็นแสงเจิดจ้านี้ทั่วหน้ากัน โลกของเราจะปั่นป่วน ด้วยพายุสุริยะทั้งแสงอาทิตย์ก็จะร้อนจัดขึ้น

คำทำนายของมนุษย์ต่างดาว ที่ว่าจะเกิดอาเพศขึ้นทั่วทั้งจักรวาลในวันนั้นจะเป็นจริงหรือไม่ น่าแปลกที่ว่า วันที่ 22 ธันวาคม 2012 นั้นเป็นวันสุดท้ายในปฏิทินของชาวมายาอีกด้วย  อีกไม่กี่สิบปีเราคงจะได้เห็นปรากฏการณ์นั้น ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบาง  ทั้งหมดนี้ ที่ฟังมานี้ ต่างต้องล้วนใช้วิจารณญาณ แต่ถ้าเป็นจริงขึ้นมาเมื่อไหร่ …….

ขอบคุณบทความดีๆจาก  นิตยสารต่วยตูนพิเศษ

 

แง้มนาซาไขปริศนา (1) ‘มนุษย์ต่างดาว’ มีจริง เชื่อหรือไม่??

 

เรื่องเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตของดาวดวงอื่น เรื่องเกี่ยวกับ ’มนุษย์ต่างดาว“ เป็นสิ่งที่มนุษย์โลกให้ความสนใจมาเนิ่นนานมากแล้ว แต่กระนั้น…จนถึงปัจจุบันเรื่องนี้ก็ ’ยังคงเป็นปริศนา?“ ยังไม่มีใครไขได้ชัด ๆ

มนุษย์ต่างดาวมายังดาวโลก ยานบินจากนอกโลกหรือที่กองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาบัญญัติเป็นศัพท์ทางวิทยา ศาสตร์การทหารว่า ’วัตถุบินไม่สามารถระบุเอกลักษณ์“ หรือ ’ยูเอฟโอ (Unidentified Flying Object : UFO)“ ถูกเล่าขาน ร่ำลือ มาโดยตลอด แม้แต่กับการที่ดาวโลกเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ และมีการร่ำลือว่าโลกจะถึงกาลอวสาน ก็ร่ำลือกันว่าจะมีมนุษย์ต่างดาวมารับชาวโลกไปอยู่ดาวดวงอื่น

สหรัฐอเมริกา-องค์การนาซา…พบมนุษย์ต่างดาวแล้ว

นี่ก็อีกเสียงร่ำลือที่วิพากษ์กันทั่วโลกมาโดยตลอด?!?

ทั้งนี้ กับเรื่องมนุษย์ต่างดาว ยูเอฟโอ ในมุมที่ยึดโยงกับองค์การนาซาหรือองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของ สหรัฐอเมริกานั้น จากการที่ “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ได้รู้จักกับนักวิทยาศาสตร์คนไทยคนหนึ่งที่ทำงานให้กับนาซา คือ ดร.ธวัช วิรัตติพงศ์ ล่าสุด ดร.ธวัชได้สะท้อนเรื่องนี้ผ่านมายัง “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” เป็นลักษณะบทความเรื่อง “นาซาค้นหามนุษย์ต่างดาวเจอแล้วหรือยัง?” ก็นับว่าน่าพิจารณา กล่าวคือ……

’คำถามที่ได้ยินกันบ่อยมาเป็นเวลาช้านานแล้วก็คือ มนุษย์ต่างดาวมีจริงหรือเปล่า? และเคยมาเยือนโลกแล้วหรือยัง? สำหรับคำถามข้อแรก ขอตอบเลยว่า คนที่นาซาส่วนใหญ่ รวมถึงตัวผู้เขียนด้วย มีความเชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวน่าจะมีจริง“…นี่เป็นประโยคแรก ๆ จากนั้น ดร.ธวัช ก็แจกแจงว่า…

ที่เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวน่าจะมีจริง เพราะจักรวาลมีดาวจำนวนนับไม่ถ้วน โดยนักวิทยาศาสตร์ของ เคปเลอร์ มิสชั่น (Kepler Mission) ของ นาซา-เจพีแอล (NASA-Jet Propulsion Lab : JPL) เชื่อว่า เฉพาะในกาแลคซี่ที่โลกเราอยู่มีดาวเคราะห์อย่างน้อย 50,000 ล้านดวง ในจำนวนนี้มีประมาณ 500 ล้านดวงที่อาจมีสิ่งมีชีวิตอยู่ นี่เฉพาะแค่ 1 กาแลคซี่ ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จาก ฮับเบิล สเปซ เทเลสโคป (Hubble Space Telescope) ประมาณว่า ในจักรวาลมีกาแลคซี่อยู่หลายแสนล้านกาแลคซี่

’ดังนั้น จำนวนดาวเคราะห์ในจักรวาลที่อาจจะมีสิ่งมีชีวิต จึงมีมากมายมหาศาล ซึ่งเราเชื่อว่าในบรรดาดวงดาวจำนวนนับไม่ถ้วนเหล่านี้ จะต้องมีดวงดาวจำนวนมากที่มีสภาวะคล้ายคลึงกับโลกที่สามารถเอื้อให้สิ่งมี ชีวิตหรือมนุษย์ต่างดาวเกิดขึ้นได้“…นักวิทยาศาสตร์ไทยที่ทำงานกับนาซา ระบุ

นอกจากนี้ยังบอกต่อไปว่า…มีกลุ่มคนทั่วโลกจำนวนไม่น้อยที่เชื่อมากกว่า นั้น เชื่อว่า มนุษย์ต่างดาวเคยมาเยือนโลกแล้ว เช่น สมาคมจานผี มีการนำภาพถ่ายและภาพเคลื่อนไหวที่อ้างว่าเป็นยูเอฟโอและถ่ายมาได้ มาโชว์ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทำให้ฮือฮาและสนใจกันไม่น้อย และมีกลุ่มคนที่ตั้งทฤษฎีว่า หลายพันปีมาแล้วมนุษย์ต่างดาวได้มาเยือนโลก มาช่วยจัดตั้งอารยธรรมและสอนวิทยาการบางอย่างให้ชนเผ่าโบราณ และได้รับการเคารพบูชาว่าเป็นพระเจ้า โดยมีการอ้างหลักฐานต่าง ๆ เช่น ภาพวาดพระเจ้าบนผนังถ้ำของชนเผ่าโบราณที่ดูแล้วเหมือนภาพมนุษย์อวกาศ หรือการอ้างข้อความจากคัมภีร์ศาสนาบางคัมภีร์ที่ได้ระบุถึงสิ่งบินได้ที่มี การส่งเสียงดังมากและปล่อยไฟและควันออกมา ซึ่งก็มีการระบุว่าตรงกับภาพของยานอวกาศ เป็นต้น

ทั้งนี้ สำหรับ นาซา ดร.ธวัช ระบุว่า…นาซาสนใจค้นหามนุษย์ต่างดาวอย่างจริงจังตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 โดยจัดตั้งโครงการขึ้นค้นหา (โครงการ Search for Extraterrestrial Intelligence : SETI) โดยมี นาซา-เจพีแอล และ นาซา-เออาร์ซี (NASA-Ames Research Center : ARC) เป็นฝ่ายดำเนินการ และมีหลายสถาบันร่วมด้วย เช่น มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ มหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนียที่เบิร์กเลย์ เป็นต้น โดยใช้จานเสาอากาศทั่วโลก (เช่นจาน Arecibo ที่ประเทศเปอร์โตริโก และ Deep Space Station 13 ที่สหรัฐ ซึ่ง ดร.ธวัช วิรัตติพงศ์ เป็นผู้จัดการ) ในการทำงานค้นหา

วิธีคือ ใช้จานเสาอากาศขนาดใหญ่ติดเครื่องรับที่มีความไวสูงมาก (มีแอมพลิไฟเออร์แช่เย็นที่อุณภูมิติดลบ 268 องศาเซนติเกรต) สแกนไปทั่วท้องฟ้า เพื่อจับหรือรับสัญญาณในช่วงความถี่ 1-10 GHz ที่มีลักษณะไม่ใช่สัญญาณจากธรรมชาติ ที่คาดว่าอาจส่งมาจากต่างดาว ดำเนินการอยู่นานหลายปีแต่ไม่พบสัญญาณใด ๆ โครงการจึงพับไป แต่ก็ยังมีเอกชนสนใจทำกันต่ออยู่ ซึ่งจนถึงบัดนี้ยังไม่พบสัญญาณ

“ต่อมา นาซา-เจพีแอล ก็ได้เริ่มงานนี้อีก โดยได้ส่งยานอวกาศเคปเลอร์ (Kepler) ขึ้นไปเมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2552 เพื่อเสาะหาดาวเคราะห์ภายในกาแลคซี่ของเราที่มีลักษณะและสภาวะแวดล้อมคล้าย กับโลกซึ่งเราเชื่อว่าจะทำให้ มีความเป็นไปได้ที่จะมีสิ่งมีชีวิต เกิดขึ้นได้ ซึ่งเท่าที่ผ่านมา จนถึง ณ วันที่ 27 ก.พ. 2555 เราพบดาวเคราะห์ที่เข้าข่ายแล้วราว 64 ดวง…”…นักวิทยาศาสตร์ไทยที่ไปทำงานกับนาซา ระบุ

ประเด็นหลังนี่ก็โยงกับการ ’ไขปริศนามนุษย์ต่างดาว“

เรื่องราวสุดจะจินตนาการเรื่องนี้…ยังมีต่ออีกตอน…

ขอบคุณบทความดีๆจาก   dailynews.co.th 

อินโดฮือ!เกิดวงธัญพืชทุ่งนา-ลือฝีมือต่างดาว

 

นี่อาจจะเป็นข่าวที่นานมาแล้ว  แต่วันนี้เราจะมาเก็บตกกันหน่อยทั้งนี้ก็เพราะว่ามันมีความเกี่ยวข้องกับมนุษย์ต่างดาว ซึ่งมันเข้ากับเนื้อหาในบทความในเว็บนี้   เรื่องก็มีอยู่ว่า  เกิดวงธัญพืช หรือ ครอปเซอร์เคิ่ล ที่ทุ่งนา ประเทศ อินโดนีเซีย โดยชาวบ้านต่างลือกันว่าเป็นฝีมือมนุษย์ต่างดาว

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า เกิดวงธัญพืช หรือ ครอปเซอร์เคิ่ล ที่หลายฝ่ายบอกว่าเกิดจากฝีมือมนุษย์ต่างดาว โดยครั้งนี้ เกิดขึ้นที่ทุ่งนา ประเทศ อินโดนีเซีย โดยมีชาวอินโดนีเซีย เกือบ 2 พันคน รอเข้าชมวงธัญพืชครั้งนี้ที่นาข้าวของเมืองฟลอคกิ้ง หลังมีข่าวลืออย่างต่อเนื่องว่าเกิดขึ้นจากยูเอฟโอ

แม้ว่ารูปสามารถมองเห็นได้ว่าเกิดจากฝีมือมนุษย์อย่างชัดเจน แต่ก็ได้ดึงดูดความสนใจกับชาวอินโดนีเซียเกือบ2พันคนเข้าแถวรอเข้าชม ทันทีที่รู้ข่าวลือกันว่าเป็นฝีมือมนุษย์ต่างดาว ทั้งนี้ วงธัญพืชที่เกิดขึ้นนี้ ออกมาค่อนข้างประณีตเป็นอย่างมาก โดยวงกลมกว้างราว70 เมตร และล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจอินโดนีเซีย ได้ทำการปิดกั้นพื้นที่ด้วยเทปสีเหลืองแล้ว และยังมีการเก็บค่าเข้าชมวงธัญพืชดังกล่าวนี้อีกด้วย

ด้านหัวหน้าของหมู่บ้านในอำเภอ กล่าวว่าวงกลมปรากฏอยู่กลางทุ่งนาสีเขียว เมื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมีชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า เกิดก่อนวงธัญพืชนี้ได้เกิดพายุหมุนวงใหญ่พัดเข้ามาในทุ่งนาอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะพัดหายไป แต่ทางกรมอุตุฯ ของอินโด ก็ได้ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าวนี้แล้วโดยบอกว่า ไม่มีพายุหมุนที่ทุ่งนา ตามที่ชาวบ้านบอก

ทั้งนี้ ครอปเซอร์เคิล ถูกค้นพบครั้งแรกปี 1678 ที่เฮิร์ทฟอร์ดเชียร์ อังกฤษ ไม่มีใครอธิบายได้ว่าอะไรทำให้มันเกิดขึ้น แต่หลังจากการค้นพบของชัตเติลวูดกับบอนด์และเฟอร์แล้ว มันนำไปสู่ทฤษฎีแรกคือร่องรอยการลงจอดของยานจากต่างดาว ในทศวรรษที่ 1980 ได้มีการค้นพบครอปเซอร์เคิลมากขึ้น โดยเฉพาะรอบๆเมืองวอร์มินสเตอร์ ในช่วงต้นของทศวรรษนี้

รูปทรงของมันก็ยังคงเหมือนเดิม คือเป็นวงกลมหยาบๆ แต่ในกลางทศวรรษรูปทรงของมันซับซ้อนขึ้น คือมีวงแหวนแตกออกไป และมันเริ่มดึงดูดใจคนอังกฤษมากขึ้น ในทศวรรษนี้เอง

ด๊อกเตอร์ เทอร์เรนซ์ มีเดน ศาสตราจารย์ทางฟิสิกส์และนักอุตุนิยมวิทยาได้พยายามไขปริศนานี้ โดยทำการวิจัยครอปเซอร์เคิลมากกว่า 1,000 แห่ง มีเดนเสนอทฤษฎีว่า ครอปเซอร์เคิลเกิดจากความผิดปกติของอากาศที่เขาเรียกว่า พลาสม่า วอร์เท็กซ์ ทำให้เกิดลมหมุนวนในระดับสูงแล้วเคลื่อนตัวลงสู่พื้นทำให้พืชแบนราบ

ขอบคุณบทความดีๆจาก  news.sanook.com

 

พบมนุษย์ต่างดาวตั้งฐานบนดวงจันทร์

เมื่อครั้ง บิล คลินตัน (Bill Clinton) เป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เขาเคยประกาศผ่านจอทีวีไปทั่วโลกว่า “มนุษย์ไม่ใช่เป็นสิ่งมีชีวิตเดียวในจักรวาล”

คำประกาศนี้เนื่องจากยานอวกาศองค์การนาซ่า (NASA) ได้ไปร่อนลงบนพื้นผิวดาวอังคาร แล้วเก็บตัวอย่างดิน หิน กลับมายังโลก ผลการวิเคราะห์พบซากสัตว์เซลล์เดียวในซากหินที่มีอายุหลายล้านปี

การค้นพบครั้งนี้ ก็ทำให้ชาวโลกใจเสียไปส่วนหนึ่งต่อการพบสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร เพราะดาวอังคารในขณะนี้ มีสภาพเป็นดาวร้าง ไม่ปรากฏสิ่งมีชีวิตหลงเหลืออีกแล้ว ไม่มีน้ำ ไม่มีอากาศ ไม่มีชั้นบรรยากาศที่เอื้อต่อสิ่งมีชีวิต ดาวอังคาร ดาวนพเคราะห์ใกล้โลกมากที่สุด เป็นดาวที่ตายไปแล้วไม่ต่ำกว่าแสนปี

คำถามจึงเกิดขึ้น หากมีชาวดาวอังคารจริงแล้ว สิ่งมีชีวิตเหล่านี้หายไปไหนหมด ก่อนที่ดาวอังคารจะถึงวาระสุดท้าย ?

มีหลายทฤษฎีพยายามอธิบายคำถามนี้ บัดนี้มีคำตอบพอเป็นเค้าลางแล้วว่า ชาวดาวอังคารอาจหนีไปอยู่ที่ดาวดวงอื่น และในปัจจุบัน กำลังกลับบ้าน โดยใช้ดวงจันทร์ ดาวบริวารของโลกเป็นศูนย์กลางการบิน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นักวิทยาศาสตร์ดาราศาสตร์อวกาศ องค์การนาซ่าของสหรัฐอเมริกา แถลงว่า ได้ค้นพบดวงดาวดวงหนึ่งอยู่ไกลโพ้น มีสภาพพื้นผิวเอื้อต่อสิ่งมีชีวิตคล้ายกับโลกของเรา นักวิทยาศาสตร์ตั้งชื่อดวงดาวนี้ว่า เอชดี 189733 บี (HD 189733 b) ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่ามีน้ำจำนวนมากอยู่บนดาวดวงนี้

ขณะเดียวกัน ที่ดวงจันทร์ ดาวบริวารของโลกจากกล้องถ่ายภาพแรงสูงที่ติดตั้งอยู่ในยานอวกาศซึ่งกำลัง โคจรรอบโลก โดยในระยะหลัง ๆ ได้จับภาพแสงวับ ๆ แวม ๆ คล้ายไฟแฟลชวูบวาบบนพื้นผิวดวงจันทร์อย่างน่าฉงนสนเท่ห์

นักดาราศาสตร์อวกาศของสหรัฐฯได้สรุปว่า ดวงจันทร์ของเราไม่มีอากาศ ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ มีสภาพเป็นก้อนหิน 1 ก้อนเท่านั้น แต่จากการเฝ้าสังเกตการณ์ล่าสุด พบอะไรบางอย่างเกิดขึ้นอย่างผิดปกติบนพื้นผิวดวงจันทร์

จากกล้องเฝ้าสังเกตการณ์ ได้ถ่ายภาพปรากฏการณ์บนดวงจันทร์ที่เรียกว่า “แสงประหลาดวูบเดียวหายไป” เกิดขึ้นติดต่อกันมานานเป็นปี แต่ไม่มีใครสามารถถ่ายภาพไว้ได้ จนกระทั่งบัดนี้ สามารถถ่ายภาพได้แล้ว

จากภาพถ่ายล่าสุด จากยานสเปซฮับเบิลลำที่ 2 (Hubble Space 2) พบว่า บนพื้นผิวบางส่วนของดวงจันทร์จู่ ๆ ก็มีแสงสว่างวูบเกิดขึ้นแล้วหายไป

อาจเป็นก๊าซผุดขึ้นจากผิวดวงจันทร์ หรืออาจเป็นสัญญาณไฟจากใครที่เป็นสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญา ใช้ติดต่อสื่อสารกับยานอวกาศที่เดินทางไกลมาถึงสถานที่ร่อนลง และหากเป็นจริงตามนี้ ก็แสดงว่า นักวิทยาศาสตร์ชาวโลก มีความรู้เกี่ยวกับดวงจันทร์ของตัวเองน้อยมาก

ยานอวกาศของสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกมาจากไหน หรือจะเป็นดาว เอชดี 189733 บี เพราะกล้องเทเลสโคป (Telescope) ได้พบดาว เอชดี 189733 บี มีชั้นบรรยากาศคล้ายโลกมากที่สุด ดาวดวงนี้เป็นดาวบริวารของดาวฤกษ์ดวงหนึ่งในกลุ่มดาววุลเปคุล่า (Vulpecula) มีระยะห่างจากโลกราว 376,000 ล้านไมล์ และจากชั้นบรรยากาศสีแดง บอกให้รู้ว่า มีอุณหภูมิสูงกว่าโลกมาก ราว 1,700 องศาฟาเรนไฮต์

จากการวิเคราะห์สารเคมี และชั้นบรรยากาศของดวงดาวคล้ายโลก ล้วนเอื้อต่อสิ่งมีชีวิต และที่นี่อาจเป็นแหล่งอารยธรรมของมนุษย์ต่างดาว ซึ่งออกท่องจักรวาล รวมทั้งเดินทางมายังโลกด้วย

แต่อีกทฤษฎีหนึ่ง ผู้อาศัยอยู่บนดวงดาว เอชดี 189733 บี ก็คือชาวดาวอังคารนั่นเอง บัดนี้ พวกเขากำลังกลับบ้านเดิม โดยใช้ดวงจันทร์เป็นศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้า

แดเนียล เทเลอร์ (Daniel Taylor) นักดาราศาสตร์อวกาศจากศูนย์วิจัยอวกาศเมืองสก็อตเดล (Scottsdale) รัฐอริโซน่า (Arizona) กล่าวว่า “พวกเขาจะมีรูปถ่ายแตกต่างกับเราไปโดยสิ้นเชิง แม้ตอนนี้เราไม่พบเห็นพวกเขา แต่ได้พบร่องรอยแล้ว”

“พวกเขามีความต้องการเหมือนเราในการดำรงชีวิต ได้แก่ อาหาร อากาศ และน้ำ”

อ่านแล้ว…จะเชื่อหรือไม่เชื่อในเรื่องมนุษย์ต่างดาวนั้นก็ให้เป็นการตัดสินใจของแต่ละคนแล้วกันนะ…..

ขอบคุณบทความดีๆจาก   bobthai.com 

 

การติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว ตอน 2

เมื่อประมาณ 40 ปีมาแล้ว Phillip Morrison แห่งมหาวิทยาลัย Cornell ในสหรัฐอเมริกา
ได้เดาใจมนุษย์ต่างดาวว่า เขาคงส่งคลื่น วิทยุที่มีความถี่ 1,420,405,757 เฮิรตซ์
เพราะคลื่นนี้เป็นคลื่นที่อะตอมของไฮโดรเจนปลดปล่อยออกมา ทั้งนี้ก็โดยเหตุผลที่ว่าจักรวาล
มีไฮโดรเจนอุดมสมบูรณ์ที่สุด และดาวทุกดวงต้องมีไฮโดรเจน นอกจากนี้ Morrison ยังให้เหตุผลอีกว่า
คลื่นวิทยุที่มีความถี่ดังกล่าว สามารถเดินทางผ่านอวกาศที่เวิ้งว้างโดยไม่ถูกฝุ่นละออง หรือก๊าซใดๆ
ในอวกาศถูกคลื่น ซึ่งมีผลทำให้มันสามารถเดินทางได้ไกล โดยไม่มีการบิดเบือนของสัญญาณเลย
ส่วนประเด็นที่ว่า นักวิทยาศาสตร์ต้องหันกล้องไปรับคลื่นวิทยุจากดาวดวงใดนั้น ก็เป็นเรื่องที่ต้องคิดหนักเช่นกัน
เพราะดาวบนฟ้ามีอย่าง น้อย 1042 ดวง (ล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้านดวง) และถ้าดาว (ฤกษ์)
เหล่านี้มีดาวเคราะห์ที่มีมนุษย์ต่างดาวอาศัยอยู่หนึ่งล้านดวง นั่นก็หมายความว่า
โดยเฉลี่ยเราต้องโฟกัสกล้องโทรทรรศน์ไปที่ดาวถึง 1042/106 = 1036 ดวง เราจึงจะได้ยินเสียงคลื่นวิทยุจาก
มนุษย์ต่างดาวหนึ่งครั้ง โอกาสที่น้อยนิดเช่นนี้ อธิบายให้เราเข้าใจว่าเหตุใดเราจึงยังไม่ได้ยินเสียงมนุษย์ต่างดาวเลย
ในเวลา 40 ปีที่ผ่านมานี้ ความสามารถของนักวิทยาศาสตร์ในการได้ยินเสียงกระซิบจากมนุษย์ต่างดาวได้
เพิ่มจากเดิมถึงหนึ่งล้านล้านเท่า แต่เราก็ยังไม่ได้ยินเสียงสัญญาณใดๆ จากมนุษย์ต่างดาวเลย ซึ่งนั่นอาจหมายความว่า
จักรวาลนี้ไม่มีมนุษย์ต่างดาว หรือพวกเขาได้ส่ง สัญญาณมาแล้ว แต่สัญญาณยังมาไม่ถึงเรา
(เช่นสัญญาณจากดาวฤกษ์ Sau Ceti ต้องใช้เวลานานถึง 12 ปี จึงถึงโลก) หรือเครื่องรับวิทยุ
ของเรายังปรับความถี่ไม่ตรง หรือเรามัวพูดกันเองจนไม่ได้ยินมนุษย์ต่างดาวพูด หรือมนุษย์ต่างดาว
ยังไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะ ส่งสัญญาณวิทยุได้ เพราะเราก็ต้องตระหนักว่า
มนุษย์เราเองก็เพิ่งมีความสามารถในการส่งสัญญาณวิทยุ เมื่อไม่ถึง 100 ปีมานี้เอง หลังจากที่ได้อุบัติบนโลกนานถึง 2 ล้านปี
การดักฟังสัญญาณจากต่างดาวในลักษณะนี้ เป็นวิธีหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ใน
การค้นหาเพื่อนร่วมจักรวาลของเรา ในทำนองตรงกันข้าม การส่งสัญญาณจากโลกไปติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว
ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ มนุษย์ต่างดาวรู้ เขามีเรา ดังนั้น ในปี พ.ศ.2517 กล้อง
โทรทรรศน์วิทยุที่ Arecibo จึงได้ส่งคลื่นวิทยุแสดงภาพของสุริยจักรวาล และภาพ DNA ตรงไปที่ดาวฤกษ์ Hercules
ซึ่งอยู่ห่าง จากโลก 25,000 ปีแสง ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ถ้าดาวฤกษ์ Hercules มีดาวเคราะห์ที่มีมนุษย์ต่างดาว
ที่ฉลาดเฉลียวอาศัยอยู่ ปราชญ์บนดวงดาวนั้นคงได้ยินสัญญาณที่ NASA ส่งไปในปี พ.ศ.2473 ซึ่งคนส่งสัญญาณได้ละสังขารไปนานแล้ว

เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2544 คณะนักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ Berkeley
และ Santa Cruz ได้ออกแถลงการณ์ ว่า เขากำลังค้นหาสัญญาณแสงเลเซอร์จากต่างดาว
โดยใช้กล้องโทรทรรศน์ที่มีเลนส์ขนาด 102 เซนติเมตร ของหอดูดาว Lick ซึ่งกล้องนี้สามารถเห็นแสงที่แวบ “นาน”
หนึ่งในพันล้านวินาทีจากดาวที่ห่างออกไปหลายร้อยปีแสงได้ โครงการที่ต้องใช้งบประมาณ 460,000 บาท/ปี
มีราคาถูกเพราะใช้กล้องโทรทรรศน์ที่มีอยู่แล้ว และนักวิทยาศาสตร์เจ้าของโครงการได้วางแผนจะโฟกัสกล้องไป
ที่ดาวฤกษ์ที่เขาสงสัยว่าจะมีดาวเคราะห์เป็นบริวารนานประมาณดวงละ 10 นาที

จนกระทั่งถึงวันนี้ โครงการนี้ได้สำรวจดาวไปแล้วประมาณ 300 ดวง และก็ยังไม่ได้รับสัญญาณแสงเลเซอร์
จากดาวเหล่านั้นแต่อย่างใด ถึงกระนั้นการค้นหาแสงเลเซอร์จากต่างดาว ก็ยังต้องกระทำต่อไปจนกว่าเขาจะเห็น

เมื่อ 50 ปีก่อนที่ Los Alamos ในรัฐ New Mexico สหรัฐอเมริกา Enrico Fermi นักฟิสิกส์ชาวอิตาลี
ได้ตั้งคำถามว่า ถ้าจักรวาลนี้ มีมนุษย์ต่างดาวจำนวนมากอาศัยอยู่จริง แล้วเหตุใดมนุษย์ต่างดาวจึงยังไม่มาเยือนโลกเรา หรือติดต่อเรา

คำตอบก็มีว่า มันอาจเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์ที่อยู่บนโลกใบนี้ เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีภูมิปัญญาสูงสุดในจักรวาล
เมื่อเราฉลาดปราดเปรื่องที่สุดยัง เดินทางออกนอกสุริยจักรวาลก็ยังไม่ได้
การจะให้สิ่งมีชีวิตอื่นติดต่อกับเราหรือมาหาเราก็ยิ่งเป็นเรื่องที่เป็นไป ไม่ได้ใหญ่

ส่วนอีกคำตอบหนึ่งที่เป็นไปไม่ได้ก็คือ มนุษย์ต่างดาวมีความฉลาดเฉลียวยิ่งกว่ามนุษยโลกมาก
และเขาได้เห็นนิสัย ประเพณีและ วัฒนธรรม (จากการสังเกตดูระยะไกล)
ของเราแล้ว เขาเกิดอาการสังเวชและรู้สึกทุเรศจนไม่อยากติดต่อกับเราก็เป็นได้

ขอบคุณบทความดีๆจาก school.net.th