Tag Archives: พลังจิต

พลังจิต (Psychic Power) ศักยภาพที่มีในตัว

พลังจิต (Psychic Power) ศักยภาพที่มีในตัว

ถ้าจะไม่ให้กล่าวถึงเรื่องนี้ก็ไม่ได้  “พลังจิต”  นี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการที่เราได้ไปศึกษาเรื่องของมนุษย์ต่างดาวนั่นเอง  เป็นเรื่องที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งที่เรานำมาฝากกันในวันนี้  เป็นเรื่องของการใช้พลังจิต  ทีเกี่ยวข้องกับเรื่องของมนุษย์ต่างดาวนั้น  นั่นก็เพราะว่า มนุษย์ต่างดาวนั้นติดต่อกับมนุษย์อย่างเราๆนั้นดู  “โทรจิต” นั่นเอง  ซึ่งโทรจิตนั้นก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพลังจิตที่เราได้นำมาฝากกันในวันนี้นั่นเอง   ว่าแล้วเราก็เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

สำหรับคนทั่วไปที่ไม่เคยรู้จักหรือใช้พลังจิตมาก่อนแล้วนั้น พลังจิตจะเป็นสิ่งที่ลี้ลับที่คนทั่วไปไม่สามารถใช้ได้นั่นเอง นอกจากผู้ที่มีการฝึกจิต (แบบที่มนุษย์ทั่วไปไม่มีทางทำได้  เขาว่ามาแบบนั้น) จนแกร่งกล้าแล้วเท่านั้นที่จะสามารถใช่พลังจิตได้นั่นเอง     คนที่ใช้พลังจิตได้แล้วนั้นจะคิดว่าพลังจิตนั้นแท้ที่จริงแล้วเป็นเพียงเรื่องที่ธรรมดามากๆ คนธรรมดาทั่วไปทุกคน  เกิดมาพร้อมศักยภาพในการใช้พลังจิตอยู่แล้ว นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่เราควรจะรู้เอาไว้ว่าเรามีศักยภาพกันทุกคน  เหมือนกับที่คนปกติทุกคนที่เกิดมาพร้อมกับศักยภาพที่จะสามารถขับรถหรือพูดภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่นได้นั่นแหละ มันเป็นเรื่องที่คล้ายคลึงกัน   ซึ่งในทางกลับกันแล้วนั้น ถ้าเราไม่เคยพูดภาษาอังกฤษ มันก็พูดไม่ได้ หรือไม่ได้พูดนานๆ สักสิบปีมันก็พูดไม่ได้  เมื่อเปรียบเทียบกับพลังจิตก็เหมือนกันแหละ   ถ้าเราไม่เคยใช้ หรือไม่ได้ใช้นานๆเข้า มันก็ใช้ไม่ได้ แค่นั้นเอง  นี่ก็เป็นอีกอย่างที่เรานำมาเรื่องของพลังจิต  ที่จริงแล้วทุกคนนั้นเคยใช้พลังจิตมาแล้วทั้งนั้น  แต่ยังคงไม่รู้ตัว เวลาเราสอบถ้าเพื่อนๆจะยังจำได้ เรากำลังใช้พลังจิตทำให้ตัวเราทำข้อสอบได้นั่นเอง เวลาเราเตะฟุตบอล เราก็กำลังใช้พลังจิตทำให้เราเตะได้ดีนั่นเอง  แต่พวกเราไม่รู้ว่านั่นเป็นพลังจิต เราไม่รู้ว่าเรากำลังใช้พลังจิตได้แล้วนั่นเอง
เราเลยไม่เคยพัฒนาพลังจิตแบบต่างๆ

นี่เป็นเรื่องของจิตที่เป็นเรื่องที่งงๆของใครหลายคนที่ยังสงสัยอยู่  นี่แหละที่เราได้นำมาฝากกันในวันนี้  คราวหน้าเราจะมาดูวิธีการฝึกพลังจิตแบบเราเองนั้นก็สามารถทำได้  เราจะพยายามนำเรื่องราวที่เกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวมาฝากกันนั้นเอง

ขอบคุณบทความดีๆจาก allmysteryworld.blogspot.com

โครงการลับพลังจิตของ C.I.A. ตอนที่ 3

โครงการลับพลังจิตของ C.I.A. ตอนที่ 3

วันนี้ตอนที่ 3 เรื่องของพลังจิตนั่น  เราจะมาตามกันต่อ  บอกได้เลยว่าเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากๆ

ปลายปี ค.ศ. 1974 แพทได้ถูกสั่งให้ใช้พลังจิตของเขาตรวจสอบที่ซ่อนของฐานกำลังของกองทัพใต้ดิน ในประเทศลิเบีย แพทได้ชี้จุดที่คาดว่าเป็นที่ซ่อนของสถานีทดลองขีปนาวุธ SA-5 ซึ่งก็ตรงกับที่ข่าวกรอง ที่กองทัพลิเบียได้รับแจ้ง และแพทยังได้ระบุถึงสถานที่ที่พวกกองทัพใต้ดินได้ใช้เป็นที่ฝึกการก่อ วินาศกรรม ตรงกับที่แหล่งข่าวของลิเบียแจ้งเช่นกันนั่นเอง

กองทัพลิเบียได้ขอให้แพท ช่วยบอกรายละเอียดว่าในสถานที่ซ่อนของพวกกองทัพใต้ดินนั้น มีการเคลื่อนไหวเป็นอย่างไรบ้าง คำถามต่างๆ ที่ลิเบียอยากรู้เกี่ยวกับพวกกองทัพใต้ดินได้ถูกเขียนส่งไปให้กับแพท แต่เป็นที่น่าเสียดายที่แพทได้เสียชีวิตเพราะหัวใจวายเสียก่อน ปฏิบัติการครั้งนั้นจึงถูกยกเลิก และไม่มีการส่งข้อมูลเพิ่มเติมจากซีไอเอ ให้กับลิเบียอีก

กองทัพสหรัฐฯ ได้นำการมองระยะไกลมาใช้ในสงครามเวียดนาม โดยให้นักพลังจิตเป็น “ผู้นำทาง” (Point Man) ทำหน้าที่นำกองทหารระหว่างที่อยู่ในเขตของข้าศึก เพื่อหลีกเลี่ยงกับดักและการซุ่มโจมตี ซึ่งมันมีผลเป็นอย่างมากต่อขวัญและกำลังใจของพวกทหารที่ตกอยู่ในสภาวะบีบคั้นทางจิตใจในขณะที่อยู่ในสนามรบ

การเชื่อมพลังจิตผ่านผู้อื่น เหมือนสถานีย่อย

แต่บางครั้ง “สายลับพลังจิต” ก็ต้องการผู้นำทางเช่นกัน ผู้นำทางนี้ใช้รหัสเรียกว่า “บีคอน” (Beacon) เขามีหน้าที่ในการท่องไปในพื้นที่ต่างๆ เพื่อทำหน้าที่เป็น “ตา” ให้กับสายลับพลังจิตที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยหลายพันไมล์สายลับพลังจิตจะมอง ผ่านตาของผู้นำทาง แล้วบรรยายลักษณะของสถานที่นั้นๆ อาจเป็นการบอกเล่าไปเรื่อยๆ  แล้วให้คนคอยจดบันทึก แต่ส่วนใหญ่แล้ว สายลับพลังจิตจะวาดภาพร่างของสถานที่นั้นๆ เอง
ตัวอย่าง   เช่นการทดสอบพลังจิตของ ดร. เอ็ดวิน ซี เมย์ (Dr. Edwin C. May) ในปี ค.ศ. 1987 กับ “สายลับพลังจิต” โจเซฟ แมคมอนอีเกิล (Joseph McMoneagle)

“สายลับพลังจิต” โจเซฟ แมคมอนอีเกิล (Joseph McMoneagle) ได้ถูกสั่งให้ติดตาม “ผู้นำทาง” คนหนึ่ง เขาได้รับคำบอกกล่าวเพียงแค่ว่า ผู้นำทางอยู่ห่างจากศูนย์ทดลองเป็นรัศมีราว 100 ไมล์ และข้อมูลส่วนตัวของผู้นำทางก็มีเพียงแค่หมายเลขบัตรประกันสังคมและกำลังขับ รถอะไรแค่นั้นเอง

ดร. เอ็ดวิน สั่งให้โจเซฟ บรรยายถึงสิ่งที่ “ผู้นำทาง” เห็นในเวลา 16:00 น. โจเซฟได้วาดภาพนั้นออกมา และบอกว่าเขาเห็นการเคลื่อนไหวของกระแสไฟฟ้าเป็นเหมือนตะแกรงและเห็นรัศมี บางอย่างบนยอดเสาที่อาจมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และเมื่อนำภาพถ่ายที่ “ผู้นำทาง” บันทึกไว้ตอนเวลา 16:00 น.มาเปรียบเทียบกับภาพร่างของโจเซฟ เราจะพบว่ามันมีความคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมากนั่นเอง

การมองระยะไกลนั้นเป็นส่วนหนึ่งของโครงการป้องกันประเทศภายใต้ชื่อรหัส “สตาร์เกท” (Stargate Project) ซึ่ง เป้าหมายหลักของโครงการนี้แบ่งเป็น 3 ขั้นตอนคือ “การปฏิบัติการ” (Operations) เป็นการใช้การมองระยะไกลเพื่อเก็บข้อมูลข่าวกรองของประเทศต่างๆ “การวิจัยและพัฒนา” (Research and Development) เป็นการศึกษาภายในห้องทดลองเพื่อหาวิธีการใหม่ ๆ ในการปรับปรุงการมองระยะไกลเพื่อนำมาใช้ในงานสืบราชการลับและ “การประเมินต่างประเทศ” (Foreign Assessment) เป็นการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของประเทศต่างๆที่มีการปรับปรุงและพัฒนา การใช้พลังจิตในรูปแบบใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ (สหรัฐฯ)

ยังไม่จบนะ..โปรดติดตามตอนต่อไป

ขอบคุณบทความดีๆจาก watwatwitwit.com

 

โครงการลับพลังจิตของ C.I.A. ตอนที่ 2

โครงการลับพลังจิตของ C.I.A. ตอนที่ 2

จากคราวที่แล้วเราได้พูดถึงไปเรื่องพลังจิตไปนั้น  เรื่องราวยังไม่จบเท่านี้  วันนี้เรามาต่อตอนที่ 2  กันเลย

ในฤดูร้อนปี ค.ศ. 1973 ซีไอเอ ได้ทำการทดลอง การมองระยะไกลโดยอาศัยพลังจิต (Remote Viewing) Remote Viewing Timeline พวกเขาได้ฝึกนักพลังจิตชื่อแพท ไพรซ์ (Pat Price) โดยพวกเขาได้บอกเพียงตำแหน่งที่ตั้งของสิ่งปลูกสร้างชนิดหนึ่งให้แพททำการ เพ่งกระแสจิตไปโดยไม่ใช้แผนที่ ซึ่งเป้าหมายนั้นเป็นบ้านพักตากอากาศแห่งหนึ่ง ในฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ แล้วให้บอกทันทีว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร แต่แพทกลับบรรยายลักษณะของสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างที่คล้ายกับ ฐานทัพทหาร

เพื่อเป็นการพิสูจน์ผลการทดสอบ เจ้าหน้าที่ซีไอเอ ได้ขับรถไปยังบ้านพักตากอากาศแห่งนั้น แต่เขาเองกลับต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าห่างจากบ้านพักตากอากาศไปเพียงไม่กี่ ไมล์ มีอาคารของทางราชการที่มีระบบรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดตั้งอยู่ เขาจึงรีบขับรถกลับมา เพื่อขอให้แพท ระบุรายละเอียดของอาคารนั้นอีกครั้งหนึ่ง

แพทสามารถระบุรายละเอียด รูปร่างของอาคารได้อย่างถูกต้อง ซึ่งก็ทำให้ ซีไอเอพอใจในการทดลอง ครั้งนี้เป็นอย่างมาก จนได้มีการพัฒนาการทดลองในวิธีการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการเสริมสร้างพลังจิตให้กับนักพลังจิต อีกทั้งยังเป็นการสร้างความมั่นใจในความถูกต้องของข้อมูลที่ได้ ก่อนที่จะนำมันมาใช้งานจริง

การทดลองมองระยะไกลที่ได้ผลลัพธ์น่าทึ่งที่สุดก็คือ การทดลองให้แพท บรรยายถึงเมืองเซมิพาลาทินส์ก (Semipalatinsk) ที่อยู่ในประเทศคาซักสถาน

มันเป็นสถานที่ที่ไม่มีข้อมูลซึ่งยังต้องรอการสำรวจที่ ซีไอเอ ใช้รหัสเรียกว่าURDF-3 (Unidentified Research and Development Facility – 3)  แพท ระบุว่าเขาเห็นปั้นจั่นขนาดใหญ่มากอันหนึ่ง มันใหญ่ขนาดเขาเห็นคนสูงเพียงแค่เพลาล้อของมัน

ซึ่งมันก็มีอยู่ที่นั่นจริงๆ แม้ว่าข้อมูลของแพทยังไม่ละเอียดนัก เพราะว่ายังมีแท่นขุดเจาะที่แพทไม่ได้กล่าวถึง แต่ก็มากพอที่จะทำให้ ดร. เคนเน็ท เอ เครสส์ (Kenneth A. Kress)  ผู้เชี่ยวชาญทางด้านปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติของซีไอเอ ทึ่งในความสามารถของแพท จนเขาต้องเดินทางมาสัมภาษณ์แพทด้วยตัวเอง

เมื่อ ดร. รัสเซลล์ และ ดร. ฮาโรลด์ มาแพทมาพบกับ ดร. เคนเน็ท ดร. เคนเน็ทต้องการทดสอบความสามารถของแพท โดยถามแพทว่า รู้ไหมว่าเขาเป็นใคร แพทตอบอย่างไม่ลังเลว่า “รู้” ดร. เคนเน็ท จึงถามต่อว่าแล้วรู้จักชื่อของเขาไหม แพทก็ตอบว่า”เคน เครสส์” แล้วอาชีพของเขาล่ะ แพทตอบอย่างมั่นใจว่า “ทำงานให้กับ ซีไอเอ”

การที่ แพทตอบคำถามเหล่านั้นได้อย่างถูกต้องไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่ เพราะ ดร. เคนเน็ท เป็นเจ้าหน้าที่ลับของซีไอเอ เขาไม่ได้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อเจ้าหน้าที่ซีไอเอ ดร. เคนเน็ท ตัดสินใจยอมรับ แพท ไพรซ์ เข้าเป็น “สายลับพลังจิต” ของซีไอเอ จากนั้น ดร. เคนเน็ท ก็หยิบภาพใบหนึ่งขึ้นมาวางบนโต๊ะ แล้วถามแพทว่าเคยเห็นสถานที่นี้ไหม? แพทก็ตอบว่า “แน่นอน เขาเคยเห็น” ดร. เคนเน็ท จึงถามต่อ ถ้าอย่างนั้นทำไมเขาไม่ระบุถึงแท่นขุดเจาะ 4 แท่นนี้ ตอนที่เขาถูกทดสอบ?  แพทตอบว่า “รอเดี๋ยว ขอให้ได้ตรวจสอบอีกที”

แพทหลับตาลง แล้วหยิบแว่นตาขึ้นมาใส่ซึ่งเขาบอกว่ามันทำให้เขา “เห็น” ได้ชัดเจนขึ้น เพียงแค่ไม่กี่วินาที แพทก็ตอบว่าที่เขาไม่เห็นแท่นขุดเจาะก็เพราะว่ามันไม่ได้อยู่ที่นั่น หลังจากนั้นมาอีก 2-3 สัปดาห์ก็มีการตรวจเช็คกลับไปที่ URDF-3 ก็พบว่าแท่นขุดเจาะ 2 แท่น ได้ถูกรื้อถอนไปแล้ว แต่ก็ยังพอมีร่องรอยของแท่นขุดเจาะเหลืออยู่ ทำให้พอจะสรุปได้ว่า ข้อมูลที่ได้จากการมองระยะไกลของแพทนั้นมีทั้งส่วนที่เชื่อถือได้ และส่วนที่เชื่อถือไม่ได้
นำมาใช้งานจริง

โปรดติดตามตอนต่อไป  watwatwitwit.com

 

โครงการลับพลังจิตของ C.I.A. ตอนที่ 1

โครงการลับพลังจิตของ C.I.A. ตอนที่ 1

เรื่องราวที่เรานำมาฝากวันนี้  มีความเกี่ยวข้องกับมนุษย์ต่างดาวอยู่ไม่มาก  แต่เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ  เป็นเรื่องเกี่ยวกับพลังจิตนั่นเอง  อย่างที่เราทราบกันดีว่าการติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวนั้นเราต้องติดต่อกันทางพลังจิต   ถึงจะมีความเกี่ยวข้องกันไม่มากแต่ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจอยู่เหมือนกัน

ถ้าพูดถึงหน่วยงานราชการลับแล้วละก็ หน่วยแรกที่ติดปากคนทั่วโลกก็คือองค์การซีไอเอ ของสหรัฐอเมริกานั่นเอง ซึ่งมีสมรรถนะในการฝึกบุคลากร ที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่าสายลับประเทศใด ๆ ทั้งทางด้านเครื่องมือเครื่องใช้ หรือการเลือกเฟ้นบุคคลเข้าเป็นสายลับ สิ่งที่เป็นงานหลักของ ซีไอเอก็คือ การคิดค้นอาวุธหรือเครื่องมือใหม่ ๆ ที่เรียกว่า ” อาวุธลับ” ประหลาดๆ อยู่ตลอดเวลานั่นเอง และต่อเนื่อง ข่าวการค้นคว้า หรือสร้าง “อาวุธลับ” ก็มักรั่วออกมาสู่โลกสายลับด้วยกันอยู่เสมอ และนี่ไม่ใช่เรื่องตลก หรือ เรื่องที่จะมาคุยกันสนุกได้ แต่มันคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแล้ว และกำลังดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยกำลังของงบประมาณที่เพิ่มขึ้นและสนับสนุน องค์การซีไอเอมากขึ้นทุก ๆ ปี

โครงการ”สายลับพลังจิต” ก็เป็นหนึ่งในการผลิตบุคคลากรที่จัดว่าเป็นอาวุธลับของ “ซีไอเอ” ที่แอบฝึกซ่อนไว้ใช้งานเวลาที่เข้าตาจนไม่สามารถที่จะใช้วิธีการตามแบบปรกติ ได้สายลับพลังจิต” เป็นใครและพวกเขาทำงานกันอย่างไร ?

ตามรายงานในทางลับ มีว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ได้เริ่มศึกษาเรื่องการติดต่อสื่อสารโดยพลังจิตหรือที่เรานิยมเรียกกันย่อๆ ว่าอีเอสพี (ESP – Extra-sensory perception) อย่างเป็นจริงเป็นจังก็ในราวช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเมื่อมีข่าวกรองระบุว่า จอมเผด็จการ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้วางแผนการรบโดยอาศัยคำแนะนำของนักไสยศาสตร์ และนายแพทย์ทัศนา (หมอดู) ด้วยความกลัวว่าจะตกเป็นรองเยอรมันในการทำสงครามสหรัฐฯ จึงได้จัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจขึ้นเพื่อการศึกษาและวิจัยการใช้พลังจิต

เริ่มโครงการ

ในปี ค.ศ. 1952 กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้รับรายงานว่า มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาเอา “พลังจิต” มาใช้เป็นอาวุธสงคราม ทำให้มีการศึกษา ค้นคว้ากันมาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งในปี ค.ศ. 1962 มีรายงานการวิจัยฉบับหนึ่งไปเตะตาหัวหน้าหน่วยให้บริการทางเทคโนโลยีของซีไอ เอ เข้าให้ เขาก็เลยติดต่อไปยังสตีเฟ่น ไอ แอบรัมส์ (Stephen I.Abrams) ผู้อำนวยการห้องทดลองค้นคว้าพลังจิตของมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด ในประเทศอังกฤษ สตีเฟ่นจึงได้ทดลองเรื่องการใช้พลังจิตภายใต้การอุปถัมภ์ของโครงการ อัลทรา (ULTRA) ซึ่งเป็นโครงการลับโครงการหนึ่งของซีไอเอ ที่ทำการค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องพลังจิตนั่นเอง

ซีไอเอ ได้เคยทำการทดลองใช้สารเสพติด เพื่อควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ การทดลองนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอัลทรา ที่มีชื่อเรียกว่า โครงการเอ็มเคอัลทรา (MKULTRA) โครงการอัลทรา ได้ถูกซอยย่อยออกไปอีกหลายแขนงซึ่งแต่ละโครงการก็จะมีชื่อรหัสเรียกเฉพาะแตก ต่างกันไป

และตลอดเวลา 10 ปีที่ผ่านไป สตีเฟนก็ได้ทดลองและจดบันทึก เขาไม่สามารถที่จะควบคุมและหาคำตอบเรื่องการใช้พลังจิตได้ ทำให้ดูเหมือนว่า โครงการวิจัยเรื่องปรากฏการณ์พลังจิตเหนือธรรมชาตินี้จะล้มเหลวจนกระทั่งมี นักฟิสิกส์มือดี 2 คนได้มาปลุกผีโครงการนี้ขึ้นอีกครั้งในต้นทศวรรษที่ 1970

ดร. รัสเซลล์ ทาร์ก (Dr. Russell Targ) และดร. ฮาโรลด์ อี พิวทอฟฟ์ (Harold E. Puthoff) มี ความสนใจในเรื่องพลังจิตเป็นอย่างมาก ในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 1972 ดร. ฮาโรลด์ ได้แนะนำชายคนหนึ่งกับเจ้าหน้าที่ของซีไอเอ โดยกล่าวว่า ชายคนนั้นมีหลักฐานการทดลองเรื่อง การใช้พลังจิตเคลื่อนย้ายวัตถุ (Psychokinesis) ของรัสเซียอยู่ในมือ หลังจากที่ซีไอเอได้เห็นหลักฐานที่เป็นภาพยนตร์ก็เกิดความสนใจและตกลงให้ ดร. ฮาร์โรลด์ และ ดร. รัสเซลล์ ทำการค้นคว้า

 

พบผู้ที่มีความสามารถ

และนั่นก็คือที่มาของโครงการลับ สแกนเอท (Scanate) ซึ่งมาจากคำว่า Scan by Coordinate เป็นโครงการที่ทำการค้นคว้าเรื่องปรากฏการณ์พลังจิตเหนือธรรมชาติ การทดลองได้เริ่มขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1972 ชายที่อ้างว่าตนมีพลังจิตคนหนึ่ง ได้ถูกทดสอบโดยให้บรรยายลักษณะของวัตถุที่ถูกซ่อนอยู่โดยเจ้าหน้าที่ของซีไอ เอ และเขาก็บอกรายละเอียดได้อย่างแม่นยำ

เรื่องของพลังจิตนี้ยังไม่จบนะ  เรายังมีเรื่องราวอีกมากที่ยังไม่ได้กล่าว  โครงการลับมันก็ยาวอย่างนี้และ  โปรดติดตามตอนต่อไปด้วยนะ

ขอบคุณบทความดีๆจาก  watwatwitwit.com