Tag Archives: จานบิน

โลกต่างมิติ ยูเอฟโอกับนาซี

โลกต่างมิติ ยูเอฟโอกับนาซี

เรื่องราวของโลกต่างมิติที่เราไม่คุ้นเคยนั้น  ไม่ว่าจะเล่าถึงทีไรก็น่าตื่นเต้นและยังคงสร้างความน่าสนใจให้ใครหลายคนๆที่มีความสนใจในเรื่องนี้  เรื่องของมนุษย์ต่างดาวที่เรานำมาฝากกันในวันนี้นั้น  เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวของมนุษย์ต่างดาวที่เกี่ยวของกับนาซี  นี่จะเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆที่ใครๆหลายอยากจะทราบกันแล้ว  วันนี้เพื่อไม่ให้เสียเวลา  เราไปดูความลึกลับและสร้างความฉงนไม่น้อย  กับเรื่องนี้กัน

เรื่องของเรื่องก็คือมีคำยืนยันออกมาว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์ของฮิตเลอร์ผู้นำนาซีนั้นเคยออกแบบอากาศยานที่มีรูปร่างคล้าย “จานบิน” และสามารถพัฒนาถึงขั้นสร้าง “ต้นแบบ” ที่ใช้บินได้จริงมาแล้วนั่นเอง  นี่นับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆอีกเรื่อง  เพราะลองคิดดูสิว่าในตอนนั้นมีเทคโนโลยีอะไรที่มาสร้างนั่นเอง  รายละเอียดระบุไว้ว่า   โครงการดังกล่าวที่ว่านี้อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของ ฮานส์ แคมม์เลอร์ และประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการทดลองต้านแรงโน้มถ่วงของโลกนั่นเอง

ซึ่งรายงานดังกล่าวนั้นได้อ้างคำบอกเล่าของพยานซึ่งได้เชื่อว่าตนเคยเห็น “จานบิน”นั้นที่มีสัญลักษณ์กางเขนเหล็กของกางทัพนาซีนั่นเอง บินในระดับต่ำเหนือแม่น้ำเทมส์เมื่อปี 1944 และในช่วงเวลาเดียวกันนั้น นิวยอร์ก ไทม์ส ได้เคยลงบทความเกี่ยวกับ “จานบินปริศนา” และลงภาพถ่ายวัตถุดังกล่าวนั้นขณะที่บินผ่านตึกระฟ้าในนครนิวยอร์กด้วยความเร็วสูงนั่นเอง

นี่เป็นเรื่องราวที่คาดไม่ถึงหรือจะยังคงเป็นปริศนาอยู่  แต่เรามาดูต่อสิว่าความน่าจะเป็นนั้นมีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งโครงการดังกล่าวของนาซีนั้นได้มีชื่อว่า “ชรีเวอร์-ฮาแบร์โมล” ได้ทำการทดลองในกรุงปรากระหว่างปี 1941-1943 โดยมีรูดอล์ฟ ชรีเวอร์ เป็นวิศวกรและนักบินทดลอง และ ออตโต ฮาแบร์โมล เป็นวิศวกรคนที่ 2  นั่นเอง

ชรีเวอร์-ฮาแบร์โมล ได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ ฮิตเลอร์ นายใหญ่สั่งให้ แฮร์มานน์ กอริง ผู้บัญชาการกองทัพอากาศของเขา สร้าง “สุดยอดอาวุธ” ขึ้นมา เพื่อทิ้งระเบิดลุฟท์วาฟฟ์ แต่ต่อมายังไงไม่รู้ในปี 1944 โครงการดังกล่าวตกอยู่ในความดูแลของ แคมม์เลอร์ ที่คิดสร้างอาวุธชนิดใหม่ที่มีรูปร่างคล้ายกับ “จานบิน” ออกมานั่นเอง  และหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สิ้นสุดลงแล้วนั้น นักวิทยาศาสตร์ของนาซีก็ได้เข้าร่วมโครงการทดลองด้านอวกาศของสหรัฐฯเป็นจำนวนมากนั่นเอง   การันตีได้เลยว่าเรื่องราวนี้น่าจะเป็นเรื่องจริงทีเกิดขึ้น  แต่ใครจะไปรู้ได้  นอกจากว่าเรามีเครื่องย้อนเวลาของโดลาเอมอน  ถึงจะรู้ได้มั้งว่าจริงแท้นั้นเป็นยังไง

ขอบคุณบทความดีๆจาก  http://allmysteryworld.blogspot.com

 

ทีวีเกาหลีแพร่ภาพแสงลึกลับเหนือเมืองแทจอน-ลือกระหึ่ม ยูเอฟโอ!

เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมาก  เกี่ยวกับเรื่องของมนุษย์ต่างดาว  ทั้งความมั่นคงบ้าง  กลายเป็นความเชื่อบ้าง  งมงายบ้าง  ต่างคนต่างความคิด   เป็นสิ่งที่เชื่อว่าอาจมีอยู่จริงแต่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ ลักษณะเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่นอกโลก ซึ่งในความคิดของคนส่วนใหญ่ มักจะวาดภาพ มนุษย์ต่างดาว ลักษณะคล้ายคนแต่ ตัวเขียว หัวโต ตาโต เคยมาเยือนโลกโดยมากับ จานบิน

มนุษย์ปัจจุบันยังไม่ได้ข้อพิสูจน์เรื่องมนุษย์ต่างดาว แต่ก็ยังมีจินตนาการภาพลักษณ์ของมนุษย์ต่างดาวที่ได้ในสื่อต่างๆ ทั้งภาพยนตร์ นิยาย การ์ตูน และ วีดีโอเกม

วันนี้ก็เหมือนอย่างเคย  มีข่าวเกี่ยวกับเรื่องราวของมนุษย์ต่างดาวที่ชอบมาปรากฏตัว  ให้กับบางคนได้เห็นกัน  ข่าวนี้อยู่ในแถบเอเชียเรานี่แหละ  เมืองแฟชั่น  อย่างเกากลีก็มีข่าวเรื่องนี้เหมือนกัน  นี่เป็นภาพของแสงลึกลับที่เกิดขึ้น

 

ทีวีเกาหลีแพร่ภาพแสงลึกลับเหนือเมืองแทจอน-ลือกระหึ่ม ยูเอฟโอ!

ในวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2554 เวลา 09:10:23 น.  เมื่อปีที่แล้วนี้เอง

วันที่ 20 ส.ค.2554 เว็บไซต์ข่าว เอเชียนคอร์เรสพอนเดนต์ รายงานว่า สถานีโทรทัศน์เอ็มบีซี ประเทศเกาหลีใต้ แพร่ภาพกลุ่มแสงบนท้องฟ้าเหนือใจกลางเมืองแทจอน ซึ่งมีประชาชนคนหนึ่งบันทึกเอาไว้ได้เมื่อคืนวันที่ 11 สิงหาคม 2554 โดยกลุ่มแสงดังกล่าวนั้นมีลักษณะเป็นดวงไฟกลมๆ เปล่งแสงให้เห็นอยู่ราวๆ 30 นาที ก่อนหายวับไป ชาวบ้านบางส่วนเชื่อว่าเป็นยูเอฟโอ หรือ จานบินของมนุษย์ต่างดาว ขณะที่ศาสตราจารย์ท้องถิ่นคนหนึ่ง ระบุว่า ภาพวิดีโอชิ้นนี้เป็นหลักฐานประเภทภาพวิดีโอชิ้นแรกที่แสดงให้เห็นว่าอาจมี ยูเอฟโอบินผ่านเข้าไปยังเกาหลีใต้ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เมืองแทจอนนั้นยังยืนยันว่า ช่วงเกิดกลุ่มแสงไฟปริศนานั้น เรดาห์ตรวจไม่พบว่ามีวัตถุใดๆ บินอยู่เหนือน่านฟ้าแทจอนเลย

เรื่องของมนุษย์ต่างดาวนั้นเป็นเรื่องที่บางคนนั้นก็อาจจะไม่เชื่อ  เอาเป็นว่าให้ขึ้นอยู่กับตามความเชื่อของแต่ละบุคคลก็แล้วกัน  จะได้สบายใจกันไป

ขอบคุณบทความดีๆจาก   watwatwitwit.com

 

ตื่นยูเอฟโอโผล่สอดแนมพิธีเสกสมรส

ตื่นยูเอฟโอโผล่สอดแนมพิธีเสกสมรส

นี่ก็เป็นข่าวที่ตื่นเต้นอีกข่าวหนึ่งเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวที่ลอนดอน  การมาเยือนครั้งนี้สันนิฐานว่ามาสอดแนมพิธีเสกสมรส  ข่าวนี้เป็นข่าวที่นานแล้ว  เรานำมาเสนอก็อยากจะนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวให้เพื่อนๆได้ทราบกัน
วันนี้ (29 เม.ย.) หนังสือพิมพ์เดอะ ซัน ของอังกฤษ รายงานเมื่อวันพฤหัสบดีว่า นักท่องเที่ยวชาวเนเธอร์แลนด์รายหนึ่งสามารถบันทึกภาพ ด้วยกล้องวิดีโอ พบวัตถุประหลาดที่เชื่อว่าเป็นจานบิน หรือยูเอฟโอ ขณะบินวนเหนือหอนาฬิกาบิ๊กเบน และมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ในกรุงลอนดอน ที่จะใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีเสกสมรส เจ้าชายวิลเลียม รัชทายาทแห่งราชวงศ์อังกฤษ และ น.ส. เคท มิดเดิลตั น ในวันนี้  ด้วยภาพบันทึกวิดีโอขนาดความยาว 2 นาทีครึ่ง แสดงให้เห็นวัตถุเรืองแสงแวววาวสีขาว บินอยู่บนท้องฟ้าสีคราม ไร้เมฆหมอก เหนือหอนาฬิกาบิ๊กเบน และมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะเป็นสิ่งมี ชีวิตนอกโลก หรือ อีที เดินทางมาเพื่อร่วมชมงานพิธีเสกสมรสครั้งนี้ด้วยก็ได้

รายงานข่าวระบุอีกว่า จานบินรูปร่างค ล้ายเรือแต่มี 3 ส่วนคล้ายยานอวกาศยูเอสเอส เอนเทอร์ไพรซ์ ในละครทีวีเรื่องสตาร์ เทร็ค และนักท่องเที่ยวที่โพสต์ภาพบันทึกวิดีโอชุดนี้ลงในเว็บไซต์ เขียนข้อความกำกับว่า “ตอนแรกพวกเราคิดว่ามันคือร่มชูชีพ แต่มันอยู่สูงไกลลิบ บางช่วงมันเปลี่ยนรูปทรง และบินโฉบเฉี่ยวอยู่ประมาณ 30 นาที ก่อนจะบินหายลับไป”

การพบเห็นวัตถุประหลาด บนท้องฟ้ามหานครลอ นดอนครั้งนี้ มีขึ้นเพียงไม่นาน หลังจากนายทหารกองทัพอากาศสหรัฐนายหนึ่งได้ทำนายว่า สิ่งมี ชีวิตนอกโลกอาจจะเดิน ทางมาเยือนโลกมนุษย์ เพื่อร่วมงานพิธีเสกสมรสวิลเลียม-เคท ขณะที่นายจอร์จ ไฟเลอร์ นักวิจัยยูเอฟโอ กล่า วว่า มักมีผู้พบเห็นอากาศยานลึกลับบนท้องฟ้าอยู่เสมอ ในช่วงที่โลกมีงานหรือเหตุการณ์สำคัญของโลกทั้งที่ลิเบียและญี่ปุ่นที่ประสบ ภัยแผ่นดินไหวและสึนามิด้วย

นายไฟเลอร์ ยังกล่าวด้ว ยว่า เขาได้รับการบอกเล่าจากนักบินกองทัพอากาศอังกฤษหลายนายว่า ช่วงไม่นานมานี้ มียูเอฟโอโผล่มาป้วนเปี้ยน เหนือท้องฟ้าช่องแคบอังกฤษบ่อยครั้งกว่าปกติ ส่วนนายนิค โป๊ป ผู้เชี่ยวชาญยูเอฟโอ ปัจจุบันทำงานที่กระทรวงกลาโหมอังกฤษ กล่าวว่า ควรมีการสอบสวนในทางลับ การมาเยือนของสิ่งมีชีวิตนอกโลกในครั้งนี้ เป็นภัยคุกคามต่อราชวงศ์อังกฤษหรือไม่

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้   ก็มีผู้บันทึกภาพวัตถุประหลาด เป็นแสงไฟคล้ายลูกบอล ลอยอยู่เหนือศาสนสถานของชาวเยรูซาเล็ม ประเทศอิสราเอล  โดยวิดีโอดังกล่าวเป็นหลักฐานในการถกเถียงถึงการมีอยู่จริงของสิ่งมีชีวิต ที่มีวิทยาการล่ำหน้าโลกปัจจุบัน ซึ่งอาจจะอาศัยอยู่ร่วมในจักรวาลเดียวกับเรา ทั้งนี้วัตถุทรงกลมลึกลับที่ปรากฏให้ชาวโลกได้ฮือฮาครั้งนั้น มีการเคลื่อนไหวเหนืออากาศเป็นจังหวะ โดยลอยลงมาหยุดนิ่งอยู่เหนือศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ชั่วเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งนายนิค  กล่าวว่า หากเรื่องมนุษย์ต่างดาวเป็นจริง ถือได้ว่าภาพวิดีโอดังกล่าวเป็นหลักฐานอันน่าทึ่งที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่หากไม่ใช่  ก็ถือได้ว่าเป็นการทำงานที่มีการวางแผนมาเป็นอย่างดี และวัตถุดังกล่าวถือได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุด เพราะมีการเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ภูมิปัญญาของมนุษย์โลกใน ปัจจุบันจะสามารถทำขึ้นเองได้.

 

ขอบคุณบทความดีๆจาก   watwatwitwit.com

 

ฮือฮา! พบจานบินโผล่ป่าสะเมิง เชียงใหม่

ฮือฮา! พบจานบินโผล่ป่าสะเมิง  เชียงใหม่

เรื่องราวของมนุษย์ต่างดาววันนี้เรามีข่าวที่เรียกได้ว่า  ฮือฮา…มาแล้วที่เมืองไทยเรานี่เอง  แต่สำหรับในกลุ่มของคนที่มีความสนใจในเรื่องมนุษย์ต่างดาวอยู่แล้วนั้นก็อาจจะไม่ค่ยตกใจเท่าไหร่แต่ก็คงจะแปลกใจบ้างที่  อยู่ดีๆ UFO ก็มาโผ่ที่เมืองไทยเรา   อาจจะกลายเป็น สงสัยว่า  มาทำไม…?  นั่นเอง  ข่าวที่ว่านี้เป็นข่าวความฮือฮาที่เชียงใหม่ หนุ่มเชียงใหม่พบจานบินโผล่ป่าสะเมิง เนื้อข่าวก็มีอยู่ว่า

วันที่  8 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมนูญ เมฆสุวรรณ อายุ 33 ปี ชาวเชียงใหม่ เผยว่า สามารถถ่ายภาพติดวัตถุประหลาดได้ ขณะที่พาเพื่อนเดินทางไปท่องเที่ยวที่ใน อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยภาพดังกล่าวนั้นเป็นภาพจากกล้องโทรศัพท์มือถือ ถ่ายวิวทิวทัศน์มุมกว้างจากถนนสายสะเมิง – แม่ริม กิโลเมตรที่ 25 แสดงให้เห็นทิวเขาด้านหน้า แต่บริเวณท้องฟ้ากลับมีวัตถุประหลาดขนาดเล็กลอยอยู่ ในขณะที่ภาพอื่นๆ ไม่ปรากฎให้เห็น

นายยมนูญยังบอกอีกว่า ถ่ายภาพในจุดดังกล่าวเอาไว้ 3 ครั้งในเวลาติดต่อกัน เมื่อนำภาพมาดูก็พบกับวัตถุประหลาดบนท้องฟ้าในภาพสุดท้าย ตนจึงเชื่อว่าน่าจะเป็นจานบิน เนื่องจากหากเป็นเครื่องบินหรือเฮลิคอปเตอร์คงจะได้ยินเสียงบ้าง หรือหากเป็นโคมลอยคงไม่สามารถลอยสูงได้เท่านี้

ซึ่งในขณะนี้ภาพถ่ายดังกล่าว กลายเป็นที่พูดถึงเป็นวงกว้างในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งหลายคนเชื่อว่าจานบินดังกล่าว อาจเป็นสัญญาณบอกเหตุเรื่องภัยธรรมชาติ ที่อาจจะเกิดขึ้นเพราะสภาพอากาศที่ค่อนข้างแปรปรวนในระยะนี้

ข่าวนี้ก็เป็นที่น่าสนใจของคนที่สนใจในเรื่องมนุษย์ต่างดาว  และยังเป็นการสร้างความเชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นมีจริง  แต่สำกรับบางท่านหรือหลายๆท่านก็อาจจะไม่เชื่อ  แต่บอกไว้ก่อนว่าเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับความคิดของแต่ละบุคคลที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็เท่านั้นเอง

ขอบคุณบทความดีๆจาก  news.sanook.com

 

บทสัมภาษณ์ระหว่างนายแพทย์ไทยกับมนุษย์ต่างดาว ภาคจบ

บทสัมภาษณ์ระหว่างนายแพทย์ไทยกับมนุษย์ต่างดาว ภาคจบ

ในที่สุดก็มาถึงมาถึงตอนสุดท้ายของการสัมภาษณ์มนุษย์ต่างดาว  เรื่องพวกนี้มันขึ้นอยู่กับว่าใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ  แล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละคนเพราะมันเป็นเรื่องที่คลุมเคลืออยู่  ว่าแล้วเราก็มาต่อกันให้จบเลยดีกว่า

15. ถาม-เพื่อน ของ ผม ถ่ายภาพมนุษย์มีแสงออกมาจากตัว ที่ อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี เมื่อเดือนมีนาคม 2542 เวลากลางคืน ท่านบอกได้ไหมว่า เขาเป็นชาวบ้านหรือมนุษย์ต่างดาว หากเป็นมนุษย์ต่างดาว เขามาทำไมในป่าทึบ?

ตอบ- ผู้ที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่มีแสงออกมาจากตัว ไม่ใช่มนุษย์แน่นอน จ.กาญจนบุรี เป็นพื้นที่ที่มิติเปิด คล้ายสามเหลี่ยมเบอมิวดา และบรรดายานอวกาศต่างๆ สามารถผ่านเข้า-ออกได้ง่าย นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งสำคัญแห่งหนึ่งของโลก ที่มีแร่ธาตุหายาก ที่ใช้ในการเดินทางในอวกาศ เราเคยบอกท่านแล้ว เกี่ยวกับแร่ธาตุชนิดนี้ ว่าคล้ายแร่ธาตุที่ท่านเรียกว่า”เหล็กไหล”ไงล่ะ เราจะไม่บอกว่า เขามาจากที่ไหน บอกแต่เพียงว่า เขาไม่ใช่มนุษย์และไม่ใช่ผี!!!……

16. ถาม-เมื่อ 6 สิงหาคม 2542ผมได้รับเชิญจากองค์การนาซ่าและInternational Space University ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมาจัดประชุมอยู่เงียบๆอยู่ที่มหาวิทยาลัยสุรนารี ให้ไปพูดถึงเรื่อง “การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับยูเอฟโอ และผู้ขับขี่ยานบินในประเทศไทย พ.ศ.2540-2542″ และได้รับคำชมเชยจากฝรั่งนักวิชาการ 300 กว่าคนว่า ทำวิจัยได้ดีมาก ท่านคิดอย่างไรกับเรื่องที่นาซ่าคิดจะไปยึดดาวอังคารทำเหมืองแร่ และส่งคนไปอยู่ 50,000 คน ใน 20 ปีข้างหน้านี้ และทำไมจานบินของท่านมาแล้ว ไม่ยอมบินลงมาต่ำตามที่ขอร้องให้ฝรั่งเห็นทั่วกัน?

ตอบ-เรา ไปฟังอยู่ตลอด เวลา และไม่พอใจอย่างมาก ที่เขาคิดจะไปยึดดินแดนที่มีเจ้าของแล้ว เช่นที่เคยทำมาในโลกนี้ในอดีต ขอบอกสั้นๆว่า หากรบกัน ก็ไม่มีทางสู้พวกเราได้ ขอให้บอกแก่พวกเขา 3 ข้อ คือ

1). จานบินและมนุษย์ต่างดาวนั้น มีจริง และได้มาเยือนโลกนี้ เป็นเวลานานหลายพันปีแล้ว มนุษย์เปรียบเสมือนลูกหลานของเรา

2). มนุษย์ต่างดาว ไม่ต้องการมายึดครองโลกนี้ ในทำนองเดียวกัน มนุษย์ก็ไม่ควรคิด จะไปยึดครองดวงดาวของเรา เพราะมีเจ้าของแล้ว และไม่มีทางสู้เราได้

3)” ขอให้มนุษย์ใช้สติ ปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ พัฒนาโลกนี้ดีกว่า รวมทั้งเตรียมรับภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้นในโลกนี้ใน ปีหน้า (ค.ศ.2000 หรือ พศ.2543)

ยานอวกาศของเรา ได้บินไปให้ท่านและบางคนเห็นแล้ว เราไม่บินลงต่ำ เพราะคิดว่าจะไม่มีประโยชน์อะไรกับพวกที่คิดจะไปยึดดาวของเรา…..

17. ถาม- เมื่อ 19 มีนาคม 2539 มีผู้ถ่ายภาพประหลาดได้ ที่พระเมรุพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี แสงนั้นเป็นแสงอะไร?(จะนำลงภาพปาฏิหาริย์ในเว็บฯนี้ต่อไป-Webmaster)

ตอบ-ขอตอบสั้นๆว่า กลุ่มเทพชั้นสูงมาแสดงคารวะต่อพระบรมศพ ไม่ใช่จานบินมาอย่างที่เข้าใจกัน…..

18. ถาม-ผม ได้รับเชิญให้ไปพูด ในสัปดาห์วิทยาศาสตร์ของ ม.สงขลานครินทร์ เมื่อ 19 สิงหาคม 2542 ซึ่งท่านได้สั่งให้ผมไปพูดเตือนชาวใต้เกี่ยวกับปี 2000 แต่ทำไม”จานบิน” ไปปรากฏที่อ่างเก็บน้ำของ ม.สงขลาฯ ทุกคืน เป็นเวลาถึง 10 วัน ก่อนผมไปถึง ผมไม่ได้ร้องขอมากเพียงนั้น……..

ตอบ-เรา เป็นห่วงชาวใต้ของท่านมาก เกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ จึงไปหลายครั้ง ในปีหน้า เราจะพยายามช่วยให้หนักกลายเป็นเบา ได้ขอให้ท่านพูด อย่าให้เขาตกใจกลัว จนขาดสติ ที่บอกเขาว่า ให้ช่วยเหลือกัน มีความเมตตากรุณาต่อกันมากขึ้นนั้น ดีแล้ว ให้หมั่นรับฟังข่าวสารต่างๆอยู่เสมอ รู้จักที่ๆปลอดภัย หากเกิดภัยพิบัติ อย่าประมาท เราหวังว่า ทุกท่านจะปลอดภัยในปีหน้า 2543  ส่วนคืนวันที่ 19 สิงหาคม 2542 อากาศไม่ดี เราบินกันมา 3 ลำ ในระยะสูง แต่ให้ท่านถ่ายภาพได้ชัดๆ ตั้งแต่หัวค่ำแล้วไม่ใช่หรือ? ที่ดูคล้ายดวงอาทิตย์นั่นแหละ……

สรุปว่า ตั้งแต่ต้นปี จนถึงเดือนกันยายน 2542 ขณะเขียนต้นฉบับอยู่นี้ ผู้เขียนได้ติดต่อกับท่านพาราซิทัล และท่านเอ็ดดี้เป็นประจำ เดือนละ 1-2 ครั้ง เป็นอย่างน้อย ซึ่งครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2542 ยูเอฟโอ ได้มาปรากฏให้เห็น เวลา 20.15 น.ที่เหนือบ้านผู้เขียนใน กทม. มีผู้พบเห็น และถ่ายภาพได้จำนวนมาก ซึ่งจากการสื่อด้วยโทรจิต พวกเขาบอกว่า บินผ่านทางจึงแวะลงมาเยี่ยมเยียน……สิ่งที่นำมาเล่าให้ฟัง เป็นสิ่งที่ได้รับสื่อทางจิต จากผู้ที่อ้างว่าเขามากับยานบิน และยังมีรายละเอียดอีกมากมาย ที่ผู้เขียนได้จดบันทึกไว้

อย่างที่บอกกับท่านผู้อ่านไว้แล้วว่า สิ่งที่เล่ามาให้ฟัง ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เพราะไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยัน เหมือนกับการถ่ายภาพยานบินได้ ก็ได้แต่บันทึกไว้ และรอเปรียบเทียบกับความจริงต่างๆ ที่จะค่อยเผยออกมาทีละน้อยๆ ในอนาคตอันใกล้นี้ “ความจริงเท่านั้น ที่จะช่วยให้มนุษย์เราหลุดพ้นจากความโง่เขลาทั้งปวง”…….(จบบริบูรณ์)

ขอบคุณบทความดีๆจาก  ufokaokala.com

ลำดับเหตุการณ์ที่รอสเวลล์

ลำดับเหตุการณ์ที่รอสเวลล์ 
กรกฎาคม 1947 มีจานบินปรากฎเหนือน่านฟ้านิวเม็กซิโก มีการติดตามด้วยเรดาร์ที่ศูนย์เรดาร์ในรอสเวลล์ที่ไวท์แซนด์ และอาลาโมกอร์โด จานบินดังกล่าวนั้นบินเร็วมาก ซึ่งยืนยันได้ว่า ขณะนั้นไม่มีเครื่องบินต่าง ๆ ในบริเวณนั้นแต่อย่างใดเลย

4 กรกฎาคม 1947 กลางคืน ประมาณ 4-5 ทุ่มมีฝนฟ้าคะนอง มีพยานหลายคนพบเห็นลูกไฟตกลงมาจากท้องฟ้า ศูนย์เรดาร์สามารถจับวัตถุบินประหลาดได้และมันร่วงลงจากท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว

5 กรกฏาคม 1947แม็ค บราเซลกับลูกชายชื่อวิลเลี่ยม ดี. พร็อคเตอร์ ได้ขี่ม้าออกมาสำรวจฟาร์มปศุสัตว์ และพบเห็นซากโลหะประหลาดตกลงมาในไร่ มันกระจัดกระจายเป็นบริเวณกว้าง

6-7 กรกฎคม 1947 กองทัพอากาศของสหรัฐประจำรอสเวลล์ ก็มาถึงรวมถึงนาวาอากาศตรีเจสส์ มาร์เซลด้วย มีการขึงเชือกกันบริเวณไม่ให้ใครเข้าใกล้ กล่าวกันว่าเพียงสองชั่วโมงนั้น ทหารก็เก็บซากโลหะประหลาดออกไปและที่สำคัญ มีพยานเห็นทหารนำศพมนุษย์ประหลาดออกจากซากจานบินที่ตกด้วย และทุกอย่างก็ถูกปกปิดเป็นความลับสุดยอด

8 กรกฎาคม 1947 – นาวาเอกวิลเลี่ยม บลันชาร์ด เมื่อทราบข่าว ได้สั่งให้วางกำลังรายล้อมคอกปศุสัตว์โดยเร่งด่วน

- แม๊ค บราเซล ถูกสอบหนัก พร้อมทั้งถูกข่มขู่จากนายทหาร
- บาย2 โมง สำนักข่าวเอพี รายงานข่าวด่วนว่า กองทัพอากาศสหรัฐพบจานบินตกที่รอสเวลล์
- ทั่วโลกเริ่มประโคมข่าว
- นาวาอากาศตรี อี เอ็ม เคอร์ตัน ให้ออกข่าวว่า ซากที่พบเป็นเพียงซากบัลลูนตรวจอากาศ
- ทั้งพลอากาศจัตวาโรเจอร์ เรมีย์ และ เจสส์ มาร์เซล ออกข่าวและถ่ายภาพกับซากประหลาด และกล่าวว่า ซากดังกล่าวตรวจสอบแล้วเป็นซากบัลลูนตรวจอากาศเท่านั้น (เกือบ 10 ปี ต่อมา ที่เจสส์ มาร์เซล เปิดเผยความจริงว่า กองทัพตบตาหลอกลวง เพราะแท้ที่จริงแล้วมันคือซาก จานบินจริงๆ)
- แม๊ค บราเซล ยังคงถูกคุมตัวในเมืองรอสเวลล์
- เกลนน์ เดนนิส สัปเหรอ ในรอสเวลล์ ได้ถูกนายทหารนายหนึ่งโทรศัพท์สอบถามถึงการเตรียม โลงศพขนาดเล็ก และการรักษาศพโดยไม่ต้องเปลี่ยนน้ำยาเคมี เกลนน์ เล่าว่าทีแรกนึกว่าบุคคลสำคัญ เสียชีวิต แต่ยังไม่อยากเปิดเผย

9 กรกฎาคม 1947 พยาบาลนางหนึ่งในโรงพยาบาลกองบิน บอกกับเกลนน์ เดนนิสว่า หล่อนเป็นศพมนุษย์ต่างดาว และเขียนภาพให้เกลนน์ดูด้วย

11 กรกฎาคม 1947 เกลนน์ เดนนิส โทรศัพท์ไปหาเพื่อนพยาบาลคนเดิมเพื่อซักถามบางประการ ปรากฏว่า ทางโรงพยาบาลบอกว่า เธอย้ายออกจากโรงพยาบาล และไม่มีใครรู้ว่าไปอยู่ที่ใด

15 กรกฎาคม 1947 แม็ก บราเซลกลับบ้าน
ปลายเดือน กรกฎาคม 1947 ไม่มีใครคาดคิด แม็ค บราเซล เปิดเผยเหตุการณ์จานบินตกที่รอสเวลล์อย่างเปิดอกและกล่าวว่า ตนถูกกองทัพข่มขู่อย่างขมขื่นมาก  กันยายน 1947 นางพยาบาลเพื่อนของ เกลนน์ เดนนิส ถูกฆ่าตายปริศนาที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ปี 1969 จ่าอากาศเมลวิน อี. บราวน์ เปิดเผยว่า ตนเป็นอีกคนหนึ่งที่ช่วยปกปิดความลับที่รอสเวลล์ และยังเป็นอีกคนหนึ่งที่ช่วยนำศพมนุษย์ต่างดาวไปยังโรงพยาบาลที่รอสเวลล์

ปี 1978 เจสส์ มาร์เซลและอีกหลายคนออกมาเปิดเผยความจริงว่า ซากดังกล่าวไม่ใช่บัลลูนอย่างแน่นอน
ปี 1980 ชาร์ลส์ เบอร์ลิตช์ และ ลิลเลี่ยม แอล.มัว ได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อ The Roswell Incident โด่งดังไปทั่วโลกปี 1989 ศูนย์ค้นคว้าวิจัยจานบิน ของ ดร.เจ อัลเลน ไฮเน็ค ส่งเจ้าหน้าที่ออกสำรวจบริเวณที่พบซากจานบินปี 1991

หลังจากนั้นอีกกว่า 30 ปีจึงมีหลักฐานใหม่ขึ้นมาอีกชิ้น ในปี 1984 เอกสารลับขององค์กรลับที่ชื่อว่า Majestic 12 หรือ MJ12 ผุดขึ้นต่อสาธารณชน เอกสารฉบับนี้ระบุว่ามีการศึกษาจานบินและมนุษย์ต่างดาวที่พบที่รอสเวลล์ เมื่อปี 1947 มันถูกใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่ามีจานบินตกในรอสเวลล์จริง

ฝ่ายที่เชื่อเรื่องจานบินมีจริง เฮอยู่ได้ไม่นานก็มีการพิสูจน์ว่าเอกสารลับ MJ12 ฉบับนี้เป็นของปลอม สรุปว่าเมื่อตัวเอกสารปลอมเรื่องราวที่อยู่ในเอกสารก็เป็นเรื่องไม่จริงด้วย แต่ถ้าจะว่ากันตามจริงแล้ว การที่เอกสารฉบับนั้นเป็นของปลอมมันบอกแค่เพียงเอกสารฉบับนั้นปลอมเฉยๆ มันไม่ได้พิสูจน์ว่า MJ12 ไม่มีจริงหรือเหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นจริง

ต่อมา

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2554 ถึงเรื่องที่หลายคนต่างให้ความสนใจและถกเถียงกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน โดยระบุว่าข้อมูล “เอ็กซ์-ไฟล์” ของหน่วยงาน ”เอฟบีไอ” อ้างว่า วัตถุลึกลับจากนอกโลกมีจริง และเคยประสบอุบัติเหตุตกบนโลกมนุษย์ช่วงปี 1950

บันทึกลับสุดยอดดังกล่าวนั้น เผยทฤษฎีสมคบคิด ว่า วัตถุจากต่างดาวเคยตกที่เมืองรอสเวลล์ ในนิวเม็กซิโก ของสหรัฐฯ ก่อนถูกส่งไปตรวจสอบต่อยังฐานทัพอากาศ “แอเรีย 51″ ทางตอนใต้ของรัฐเนวาดา ซึ่งวัตถุที่ไม่สามารถระบุที่มาได้นั้น มีรูปร่างเป็นวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางราว 50 ฟุต พบพร้อมร่าง 3 ร่าง สูงเพียง 3 ฟุต แต่ละรายอยู่ในภาวะหมดสติ สวมเครื่องแต่งกายจากโลหะอย่างดี เชื่อว่าเป็นมนุษย์ต่างดาว

อุบัติเหตุครั้งดังกล่าวเหมือนหลุดออกมา จากภาพยนตร์แนวไซไฟ หลังข้อมูลของ เอฟบีไอ ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะ และมั่นใจว่าจะกระตุ้นทฤษฎีสมคบคิดเรื่องการมีอยู่จริงของมนุษย์ต่างดาว ที่ถูกปกปิดมาโดยตลอดได้ ด้าน นิก โป๊ป ผู้เชี่ยวชาญด้าน อูเอฟโอ ชาวอังกฤษ ผู้สอบสวนวัตถุลึกลับทางอาการของกระทรวงกลาโหม ระบุเมื่อคืนนี้ (10 เม.ย.) ว่า ข้อมูลดังกล่าวสามารถพิสูจน์ได้ว่า มนุษย์ต่างดาวและยานอวกาศ “มีอยู่จริง”

สำหรับการพบจานผีลึกลับพร้อมนุษย์ต่างดาวนั้น ให้ข้อมูลโดย กาย ฮอตเทล เจ้าหน้าที่เอฟบีไอประจำวอชิงตัน และภายหลังข้อมูลถูกเปิดเผยสู่สาธารณะเมื่อ 22 ก.ค. 1947 ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านเกลียดชังต่อเจ้าพนักงานคนดังกล่าว เขาเผยว่า ยูเอฟโอ ตกเพราะรัฐบาลติดตั้งเรดาร์พลังงานสูงในพื้นที่นั้น ส่งผลให้ก่อกวนการควบคุมของยานอวกาศ ส่วนรายชื่อของบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการตรวจสอบ ถูกขีดทับด้วยหมึกดำไม่สามารถระบุตัวตนได้

อย่างไรก็ดี ข้อมูล เอฟบีไอ ชุดดังกล่าวถูกเปิดเผยบนอินเตอร์เน็ตพร้อมกับเอกสารอีกกว่าพันฉบับ เรียกว่า “เดอะ โวลต์” ซึ่ง สนับสนุนเหตุการณ์ของ ฮอตเทล ทั้งสิ้น และในปีเดียวกันวัตถุลึกลับยังถูกพบอีก แต่เป็นลักษณะ 6 เหลี่ยม จับภาพได้ด้วยเคเบิ้ลบนบอนลูน.

มีข้อสังเกตอีกว่า 

พี่น้องตระกูลไรท์ ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์โลก ได้คิดค้นเครื่องบินลำแรกของโลกขึ้นเมื่อ 200 กว่าปีก่อน

ถ้าย้อนหลังไปอีก 200 ปี ตรงกับยุคกลางเป็นยุคตะวันตกใช้เรือปืนโบราณออกล่าอาณานิคม เป็นเรือใบ 3 เสา แล่นด้วยความแรงลม

แต่ถ้านับระยะเวลา 200 ปี ที่ผ่านมา หลังจากพี่น้องตระกูลไรท์สร้างเครื่องบินลำแรก ทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์ องค์การนาซาสหรัฐ สร้างยานอวกาศไปสำรวจดาวอังคารแล้ว

200 ปี ที่ผ่านมา โลกเจริญด้วยเทคโนโลยีล้ำยุคแบบก้าวกระโดด ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า นี่แค่เราได้ยานยูเอฟโอ. ระดับยานลูกมาเลียนแบบ เรายังไปไกลถึงเพียงนี้

 

ขอบคุณบทความดีๆจาก   board.postjung.com

บทสรุปหลักฐาน UFOและมนุษย์ต่างดาว ตอน 1

บทสรุปหลักฐาน UFOและมนุษย์ต่างดาว 

ในวันที่ 8 กรกฎาคม 1947 เรืออากาศโทวอลเตอร์ โฮท ซึ่งเป็นฝ่ายประชาสัมพันธ์ของกองทัพอากาศแห่งสหรัฐเมืองรอสเวลล์ ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า กองทัพได้ครอบครองจานบินลำหนึ่ง ซึ่งตกลงมายังพื้นโลกเมื่อคืนวันที่ 4 กรกฎาคม 1947

หลังเที่ยงคืนเล็กน้อย วันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ.1947 แม็ค บราเซล ชาวไร่ของฟาร์มนอกเมืองรอสเวลล์ ได้เห็นปรากฏการณ์ประหลาดบนท้องฟ้าในคืนที่มีพายุฝนฟ้าคะนอง มีฟ้าผ่า ในแสงวูบวาบ เขาเห็นยานทรงกลมสีเทาน้ำเงิน ถูกฟ้าผ่าแตกเป็นเสี่ยง แล้วแฉลบร่อนลงท้ายไร่พร้อมกับเสียงดังสนั่น

เนื่องจากความกลัว เขาไม่กล้าออกมาดู รุ่งเช้าจึงออกไปจุดที่ยานประหลาดตก จึงพบยานทรงกลมสีเทาเงินจอดบนพื้นดิน ในลักษณะตะแคงข้าง ปีกข้างหนึ่งจมปักในพื้นดินเลน
แม็ค นำเรื่องไปแจ้งกับจอร์จ วิลค็อกซ์ นายอำเภอเมืองรอสเวลล์ในขณะนั้น ซึ่งได้ออกข่าวครั้งแรก โดยสถานีวิทยุท้องถิ่นว่าเกิดเหตุยานยูเอฟโอ.ตกที่ไร่ของแม็ค

นายอำเภอจอร์จ นำเรื่องไปแจ้งแก่ผู้บังคับการกองบินกองทัพอากาศ เมืองรอสเวลล์ จากนั้นไม่นานก็มีประกาศแถลงการณ์ฉบับใหม่ว่า สิ่งที่ถูกฟ้าผ่าตกลงมาที่ไร่ คือ บอลลูนตรวจอากาศ ซึ่งหุ้มบอลลูนด้วยฟลอยล์ จึงมีสีเทาเงิน

การรายงานข่าวดังกล่าว เป็นที่โจษขานกันทั่วทั้งสหรัฐและต่างประเทศข่าวดังกล่าวเปิดเผยว่า ฝูงบินทิ้งระเบิดที่ 509 หน่วยที่ 8 ของกองทัพอากาศสหรัฐประจำจุดรอสเวลล์ ได้ยึดครองจานบินลำหนึ่งได้ที่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โดยความร่วมมือของนายอำเภอที่รอสเวลล์ และเจ้าของฟาร์มแห่งนั้นทราบต่อมาว่า เจ้าของฟาร์มชื่อ แม๊ค บราเซล แม๊ค บราเซลเล่าให้ฟังว่า ตนมีฟาร์มปศุสัตว์ที่โคโรนา นิวแม็กซิโก ในเช้าตรู่ของวันที่ 5 กรกฎาคม 1947 (พศ.2490) ขณะที่กำลังเดินไปถึงกลางไร่ ได้พบว่ามีเศษโลหะกระจัดกระจายเกลื่อนกลาด ดูราวกับมีบางสิ่งบางอย่างขนาดใหญ่มาก ตกลงวมาจากท้องฟ้า สังเกตได้ว่า เศษเหล็กหรือเศษโลหะกระจายเป็นอาณาบริเวณกว้างประมาณ 300 ฟุต และยาวราว 3 ไมล์ ชิ้นส่วนที่กระจัดกระจายนั้น มีทั้งเป็นลวด เป็นชิ้นเล็ก ๆ และเป็นแผ่นโลหะเบาและบาง แต่เหนียว ทนทานมาก สามารถพับไปมาได้รายแผ่นกระดาษนอกจากนั้น ยังเศษโลหะคล้ายกระดาษฟอยล์สีตะกั่วกระจายไปทั่ว

ในตอนแรก แม็คไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาพบเห็นนั้นเป็นอะไร เขาได้หยิบเศษโลหะสามชิ้นไปให้เพื่อนบ้านที่ไกลออกไป10 ไมล์ได้ดู เพื่อนบ้านแนะนำว่าให้ไปหานายอำเภอจอร์จ เอ. วิลค๊อกซ์และเอาเจ้าสิ่งนี้ให้นายอำเภอดูด้วย ตอนแรก นายอำเภอไม่ค่อยสนใจเท่าไรนัก ได้แนะนำให้แม็คโทรศัพท์ติดต่อกองบินทหารอากาศรอสเวลล์และเมื่อแม๊คทำตามไม่ นาน กองบินทหารได้ส่งทหารอากาศสองนายและพลเรือนนายหนึ่ง ซึ่งบอกกับแม๊คว่า เป็นสมาชิกหน่วยต่อต้านข่าวกรองของกองทัพนายทหารที่มานั้นต่อมาทราบชื่อว่า นาวาอากาศตรี เจสส์ เอ.มาร์เซล อีกคนหนึ่งคือ นาวาเอกวิลเลี่ยม บลันชาร์ด ซึ่งเป็นผู้บังชาการฝูงบินที่ 509 นั่นเอง
เศษชิ้นส่วนประหลาดที่พบบริเวณจานบินตกที่รอสเวลล์ทั้งหมดไปยังฟาร์มปศุ สัตว์ ซึ่งถึงจุดหมายเป็นช่วงเวลาเย็น จึงต้องพักค้างแรมกันที่นั่น จนรุ่งเช้า แม๊ค ก็พาทุกคนไปยังจุดที่จานบินตก และทุกคนก็ตื่นตะลึงกับสิ่งที่เห็น นาวาอากาศตรีมาร์เซล ได้กล่าวว่า เศษโลหะและวัตถุดังกล่าว กระจัดกระจายเกลื่อนกลาด มันประหลาดมาก ไม่เคยพบที่ใดมาก่อน ส่วนใหญ่จะบางเท่ากระดาษหนังสือพิมพ์แต่เหนียว ทนทานมาก เขาใช้ค้อนทุบ ใช้ไฟเผา หักงอ เพียงครู่เดียวกันก็กลับคืนสู่สภาพเดิม และทุกคนก็ช่วยกันเก็บเศษโลหะดังกล่าวใส่รถจี๊บและลำเลียงไปยังใจกลางเมือง รอสเวลล์

 

ยังไม่จบนะ  ….โปรดติดตามตอนต่อไป…….

 

ขอบคุณบทความดีๆจาก  unigang.com

 

10 เหตุการณ์ ที่ทำให้เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง ตอนที่ 1

10 เหตุการณ์ ที่ทำให้เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง ตอนที่ 1

จากจำนวนวัตถุลึกลับเกี่ยวกับจานบินชิ้นนี้ดังที่สุด ซึ่งถูกพบในโคลัมเบีย อเมริกาใต้ มีอายุมากกว่า 1000 ปี มีลักษณะเหมือนเครื่องบินเจ็ทปีกเป็นรูปสามเหลี่ยมของยุคปัจจุบัน มีที่นั่งนักบินอยู่ตรงส่วนหัวและมีหางเหมือนเครื่องบินปัจจุบันด้วย ซึงแน่นอนชาวพื้นเมืองในโคลัมเบียคงไม่สามารถสร้างเครื่องบินนี้แน่ โดยเฉพาะเมื่อ 1000 ปีก่อน

อาจเป็นไปได้ว่ามนุษย์ต่างดาวได้เดินทางมาถึงอเมริกาใต้ ในยานอวกาศใต้ ในยานอวกาศที่มีรูปร่างเหมือนเครื่องบินเจ็ทตั้งแต่เมื่อ 1000 ปีมาแล้ว และคงสร้างยานลำนี้ไว้เป็นที่ระลึก

เหตุการณ์ที่ 1 เด็กเขียว

ในเดือนสิงหาคม 1887 ในสเปน มีเด็กสองคน ซึ่งมีผัวหนังสีเขียวเป็นมันวาว และมีดวงตารีเฉียง เดินออกมาจากถ้ำแห่งหนึ่ง เด็กสองคนนั้นสวมเสื้อผ้าที่ทำจากวัตถุประหลาด และพูดภาษาประหลาดที่ผู้เชี่ยวชาญภาษาจากบาร์เซโลนาไม่เข้าใจ และไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นภาษาอะไร เด็กชายที่เป็นผู้ชายตายก่อน ส่วนเด็กผู้หญิงยังอยู่ต่อมาและหัดพูดภาษาสเปนได้จนคล่องเธอเล่าว่าเธอถูกนำมาจากดินแดนแห่งหนึ่งซึ่งมีแต่ยามสนธยามีพระอาทิตย์ขึ้น และถูกหอบมาทิ้งไว้ที่ถ้ำนั่น

ดินแดนที่ว่านั้น เป็นดินแดนของดาวอีกดวงหนึ่งใช่หรือไม่ หรือว่าพวกเธอถูกส่งตัวมายังโลกด้วย ยาวอวกาศหรือเปล่า หรืออาจมาจากมิติที่สี่ก็เป็นได้

เหตุการณ์ที่ 2 การระเบิดที่ไซบีเรีย

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 1908 มีการระเบิดอย่างรุนแรงเกิดขึ้นที่ไซบีเรีย เป็นแรงระเบิดที่รุนแรงกว่าฮิโรชิม่าถึง 10 เท่าดังไปค่อนโลก มีบางคนบอกว่า ตนเองได้เห็นแสงไฟและเห็นควันรูปเห็ด อย่างไรก็ตามผลสุดท้ายสาเหตุการระเบิด ไม่มีใครทราบแน่ชัด

ในปี 1927 นักวิทยาศาสตร์ชาวโซเวียต ได้ออกทำการสำรวจและพบบริเวณที่เกิดการระเบิดนั้น ซึ่งกินบริเวณกว้างขวางถึง 800 ตารางไมค์ จากการลงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ แรงระเบิดนั้น ไม่ใช้เพราะอุกาบาตรแน่ มีบางคนบอกว่ามันอาจเป็นดาวหาง อาจเป็นเสี่ยวหนึ่งของหลุมดำ หรืออาจเป็นแสงเลเซอร์จากดวงดาวอื่นก็ได้

อเล็กซานเดอร์ คาซานท์เซฟ วิศวกรด้านอาวุธของรัสเซียลงความเห็นว่า มันเป็นพวกยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาว ซึ่งขณะบินทำการสำรวจโลก ตกลงมา และเกิดระเบิดขึ้น

เหตุการณ์ที่ 3 สัญญาณวิทยุจากมนุษย์ต่างดาว 

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2519 นักดาราศาสตร์โครงการ ซีคลอปส์ (Cyclops) ได้รับสัญญาณที่ซับซ้อนกว่าเสียงสะท้อนใดๆ ในโลกนี้ มันเป็นโทนเสียงขึ้นๆ ลงๆ ผสมผสานกันอย่างซับซ้อน พร้อมโครงสร้างจังหวะ รวมไปถึงเสียงที่ไม่เคยมีมนุษย์ได้ยินมาก่อนรวมอยู่ด้สน ซึ่งสัญญาณนี้ระบุว่ามาจากดาวออฟิยูซิ ซึ่งอยู่ห่างจากโลกราว 17 ปีแสง ทำให้เชื่อกันว่าเป็นสัญญาณวิทยุจากมนุษย์ต่างดาวซึ่งมีอารยธรรมสูงกว่าเรา

เหตุการณ์ที่ 4 เมื่อมนุษย์ต่างดาวเป็นฆาตกร

วันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2491 รัฐเคนตักกี้ อเมริกา เรืออากาศเอก โธมัส แมนเทลล์ จูเนียร์ ได้ขับเครื่องบินซี 118 แถวน่านฟ้าของเมืองแมรีส์วิลล์ เพื่อไปตรวจสอบการพบเห็น UFO ส่องแสงขนาดใหญ่ และเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ และเงียบเชียบข้ามท้องฟ้า ซึ่งทางฐานทัพก็จับสัญญามันได้เช่นกัน

แมนเทลล์ขับแล้วไปเจอ UFO ลำนั้นทันที เขารายงานวัตถุนั้นต่อศูนย์เป็นระยะในการติดตาม “พระเจ้า! มันน่ามหัศจรรย์ มันอยู่เหนือผมพอดี และมันใหญ่โตมโหฬารมาก มันดูเหมือนโลกหะรูปกลมใหญ่มาก ผมกำลังพยายามไปให้ถึงมัน มันกำลังบินสูง มันเริ่มบินสูง…. พระเจ้า! มันน่ามหัศจรรย์มาก! มันเริ่มร้อน มันร้อน ร้อนมากทีเดียว ผมทำไม่…”จากนั้นสัญญาณก็ถูกตัด

เวลาต่อมา มีการพบซากเครื่องบนและศพของเรืออากาศเอกแมนเทลล์ มีรายงานว่าซากเครื่องบินมีรูและรอยขีดข่วงจากความร้อนสูง เหมือนกับว่าเครื่องบินถูกทำลายจากรังสีบางอย่าง

ปัจจุบันการตายของแมนเทลล์ยังเป็นปริศนาต่อไป ว่าสิ่งที่เขาพบนั้นคือ UFO จริงหรือไม่?

เหตุการณ์ที่ 5 แอเรีย 51 (Area 51)

พื้นที่แห่งนี้ตั้งอยู่ในกลางทะเลทรายทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย เนวาด้า และอริโซน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี ปี 1958 เป็นพื้นที่ที่ลึกลับที่สุดเพราะเป็นเขตหวงห้ามไม่ให้คนนอกเข้าและมีการรักษาความปลอดภัยสูงสุด แม้ทางการสหรัฐจะบอกว่าพื้นที่นี้เป็นเพียงสถานที่ทดสอบอาวุธหรือเครื่องบินรบใหม่ของสหรัฐ แต่มีหลายคนบอกว่าอาจเป็นฐานทัพของมนุษย์ต่างดาวหรือไม่ก็สถานที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว นั่นก็อาจจะเป็นเพราะมีคนจำนวนมาก อ้างว่าได้เห็นวัตถุบินลึกลับหรือ UFO (Unidentified Flying Object) บินอยู่เหนือบริเวณนั้นบ่อยครั้ง จนหลายคนสงสัยว่าบริเวณพื้นที่ 51 นั้นต้องมีอะไรมากกว่าสถานที่ซ้อมรบเครื่องบินรบ แน่นอน

โปรดติดตามตอนต่อไป…..(เร็วๆนี้)

ขอบคุณบทความดีๆจาก   tpa.or.th/blog

มนุษย์ต่างดาว จะบุกโลกในปี พ.ศ 2565

 

นี่ก็เป็นอีกบทความหนึ่งที่เพิ่งไปค้นเจอมา เป็นคำบอกเล่าของ
ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยาเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาว

เมื่อ วันที่ 27-29 มิถุนายน 2540 บริษัทเดอะสแตลเลี่ยน อินโฟมีเดีย จำกัด
ผู้ผลิตรายการ “เรื่องจริงที่เหลือเชื่อ” ซึ่งออกอากาศทุกคืนวันจันทร์เวลา 23.20 น.
ร่วมกับห้างสรรสินค้าเดอะมอลล์และ ITV จัดงานสัมมนาครั้งแรกของประเทศไทยในหัวเรื่อง
“มนุษย์ต่างดาว” ณ ห้อง Convention Center เดอะมอลล์บางกะปิ
โดยงานจะแบ่งเป็นส่วนๆ คือ ส่วนของนิทรรศการและ สัมมนามนุษย์ต่างดาว

การสัมมนาจัดขึ้นในวันที่ 29 มิถุนายน เริ่มงานเวลา 13.00 น. โดยมีนายปราโมทย์ ตรีวัฒนานนท์
เจ้าของรายการเป็นพิธีกร การสัมมนาครั้งนี้มีการฉาย VTR แสดงหลักฐานต่างๆ
เกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาว จากทั่วทุกมุมโลก ฟิล์มการผ่าตัดศพมนุษย์ต่างดาว
พร้อมเจาะลึกทุกปัญหาที่เกี่ยวข้องจากนักวิชาการผู้ทรง คุณวุฒิ 6 ท่านสลับกับการให้ผู้ชม
ได้ซักถามข้อสงสัยการแสดงความคิดเห็นหรือเล่า ประสบการณ์ที่เคยพบเห็น
จานบินจนกระทั่งปิดการสัมมนาเวลาประมาณ 19.00 น.

ข้อมูลจากการสัมมานาครั้งนี้มีผู้ทรงคุณวุฒิในวงการ
วิทยาศาสตร์ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องมนุษย์ต่างดาว ให้ผู้สนใจจำนวนมากฟัง
ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา กล่าวตอนหนึ่งว่า 14 ครั้งที่ผมเคยเห็นจานบินมีลักษณะแตกต่างกันไปบ้าง
มีอยู่ครั้งเดียวที่เห็นเป็นจานกลมๆ ที่สวิตเซอร์แลนด์ นอกนั้นจะอยู่ไกลมาก
ซึ่งมองเห็นไม่ชัดด้วยตาเปล่า ยกเว้นที่จังหวัดขอนแก่น ผมเห็นลักษณะเหมือนไข่สีส้มๆมีแสงสว่างของมันเอง
วิ่งไปช้าๆ แต่ที่แปลกก็คือ มันมีแสงสว่างเล็กๆ 5 ดวงวิ่งไปวิ่งมารอบๆรูปไข่ที่กำลังวิ่งไป
แสงนั้นเป็นแสงสีขาวๆเหลือง ๆ ไม่เหมือนยานแม่รูปไข่ นอกนั้นผมจะเห็นแสงสว่างเหมือนดาวมากกว่า
คือเล็กมาก วิ่งในลักษณะไม่เหมือนกับดาว เพราะวิ่งมาด้วยความเร็วสูงแล้วก็เปลี่ยนทิศทางเป็นมุมฉาก 90 องศา
โดยไม่มีการโค้งหรือช้าลงเลย

ผมฝึกสมาธิ 40 กว่าปีแล้ว ทุกครั้งผมเห็นจานบินผมจะรู้สึกมีความสงบ ความสุข
ไม่ได้เกิดความวิตกกังวลความกลัวเลย มันมีพลังบางอย่างที่ผมเชื่อว่าดี
ผมจะชี้แจงว่าทำไมเขาถึงมาโลกนี้ เขา กำลังจะมาบุกโลกอีก 25 ปี
เขาจำเป็นต้องมาสำรวจแผนที่ในโลกนี้ว่า มีกองทัพอยู่ที่ไหน อะไรต่างๆ
และเขาถึงกับวางแผนว่า มนุษย์ดาวอังคารจะบุกมาแถบเอเชีย ส่วนดาวศุกร์จะไปแถบอเมริกาและยุโรป
ที่เขาจำเป็นต้องรอถึง 25 ปีเพราะขณะนี้เขายังไม่พร้อมเขาจะบุกเพียง 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น

รศ.ดร. พิชัยกล่าวว่ามนุษย์ต่างดาวมีจิตวิญญาณค่อนข้างสูง
โดยปกติแล้วเขาจะไม่รุกรานใคร แต่ใครอย่ามารุกรานเขา
การที่จะติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวมีอยู่ทางเดียวเท่า นั้นคือ
ทางจิตวิญญาณและจะต้องเป็นผู้ที่มีพลังจิตสูงและข้อมูลที่ได้รับมาอาจจะแตก
ต่างกัน การที่เราได้ข้อมูลมากแค่ไหนก็อยู่ที่พลังจิตของผู้นั้นว่า
ส่งจิตวิญญาณไปถึงเขาและเขาจะต้อนรับอย่างไร

เป็นไงล่ะเรื่องของมนุษย์ต่างดาวบุกโลก เรื่องนี้ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อนั้น
ก็ปล่อยในเป็นการตัดสินใจด้วยตัวเองก็แล้วกัน และถ้าใครได้อยู่ถึง พ.ศ.ที่ว่านั้น
ก็จะได้รู้กันล่ะว่าจริงหรือไม่จริง

ขอบคุณบทความดีๆจาก www.clipmass.com